พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18-19 มี.ค.ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจหลายคนต่างมีความหวัง
ว่าจะทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยว การค้า ชอปปิ้ง และกิจกรรมอื่นๆ ในกรุงเทพฯฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เรียกความมั่นใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และบริษัททัวร์ต่างประเทศได้มากขึ้น แต่กลับปรากฎว่า... ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรมากนักระหว่างช่วงที่เราประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และหลังใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุผลสำคัญเนื่องมาจาก กรุงเทพฯยังคงมีสถานการณ์ระเบิดข่มขวัญรายวัน ออกมาอย่างต่อเนื่อง
แม้เหตุระเบิดเหล่านี้ไม่ได้รุนแรงถึงขั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หรือสร้างความเสียหายมหาศาล ให้กับสถานที่สำคัญๆ มากนักก็ตาม แต่ด้วยความที่ประเทศไทย ยังไม่อยู่ในภาวะปกติ รัฐบาลก็เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ ในขณะที่มีกลุ่มประชาชนจำนวนมาก ที่พิสูจน์มาจากเมื่อครั้งระดมพลได้นับล้านคนในหลายเดือนก่อน ยังคงต้องการให้รัฐบาลนี้วางภาระหน้าที่การบริหารประเทศลง หันมาร่วมหารือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาในช่องทางที่ประชาชนยอมรับได้ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งดูเหมือนยังไม่มีความชัดเจนใดๆ เลย
ข้อเสนอล่าสุด "นายกรัฐมนตรีคนกลาง" ที่ถูกเสนอชื่อออกมานับสิบคน ก็ไม่มีใครได้รับคำยืนยันสนับสนุนชัดเจน วันนี้ ภาวะการเมืองไทย จึงยังคงเป็น สุญญากาศ ไม่ต่างจากเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา กว่า 4-5 เดือนแล้วที่บ้านเราต้องอยู่ในภาวะเช่นนี้ จะต่างกันบ้างก็ที่รูปแบบการชุมนุมที่เคยกระจายทั่วพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ ลดเหลือแหล่งรวมพลเพียงแห่งเดียวคือ ที่สวนลุมพินี แต่ก็ไม่ได้นิ่งเสียทีเดียว เพราะกลุ่มมวลชนกปปส. ยังคงมีกิจกรรมเดินรณรงค์เรียกร้องต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯหลายแหล่ง สถานการณ์จึงเพียงทุเลา แต่ยังไม่คลี่คลายจริง
ขณะเดียวกัน การก่อเหตุระเบิดซ้ำซ้อน ทุกๆ วัน นับตั้งแต่รัฐประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน กว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ข่าวกรุงเทพฯ ปรากฏสู่สายตาชาวโลกว่า เหตุการณ์ยังไม่สงบ หลายๆ ประเทศจึงยังคงประกาศเตือนและห้ามการเดินทางมากรุงเทพฯ แม้จะมีประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน และฮ่องกง ที่ออกมาบอกว่า ลดระดับการเตือนภัยในกรุงเทพฯลงแล้วก็ตาม
เห็นได้จากพาดหัวสื่อยักษ์ใหญ่ของไทย อย่างไทยรัฐเอง ล่าสุดที่ระบุว่า "ธุรกิจท่องเที่ยวช้ำ! เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยังมีระเบิดรายวัน! ปรากฏเป็นลีดเศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์ วานนี้ (26 มี.ค.) สะท้อนภาพที่แท้จริงของตลาด เพราะในข้อเท็จจริงก็ยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ ผู้ประกอบการในภาคท่องเที่ยวบอกว่า การท่องเที่ยวในหัวเมืองต่างจังหวัดไม่มีผลกระทบมากนักก็จริง แต่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ อย่างตลาดไมซ์ หรือตลาดการประชุมสัมมนา ที่มีลูกค้าเป็นกลุ่มคอร์ปอเรทใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวกึ่งธุรกิจเหล่านี้ มียอดการใช้จ่ายสูง หายไปเกือบทั้งหมด ช่วง 3 เดือนแรกที่ยังคงเป็นไฮซีซั่นส์ด้านการท่องเที่ยว ยอดพักโรงแรมระดับ 5 ดาวในกรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักเพียง 20-30% ต่างกับภาวะปกติ ที่ช่วงฤดูการท่องเที่ยวสำคัญต่อเนื่องปีใหม่ จะเป็นช่วงที่โรงแรมเหล่านี้มีอัตราการเข้าพักเกินกว่า 80% มาโดยตลอด
นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ขาดหายไปมูลค่ารายได้ก็หดหายไปเกินกว่าครึ่ง ยังไม่มีทีท่าจะกลับมาง่ายๆ ผู้ประกอบการหลายคนยอมรับว่าคงต้องใช้เวลาอีกเป็นปี กว่าจะฟื้นตลาดนี้กลับมาได้









