ทีมข่าว เนชั่นทีวี เทพชัย หย่อง, บก.ข่าวต่างประเทศ ไกรลักษณ์ งามโสภา และ ช่างภาพหัวเห็ด เกษม อินทปัทม์
สัมผัสชาวยูเครนใกล้ชิดด้วยการนั่งรถไฟใต้ดิน เที่ยวละ 2 UAH (Ukranian Hryvna) หรือ ประมาณ 6 บาท
เป็นภารกิจการเจาะข่าวครั้งสำคัญ เพื่อให้คนไทยได้รับรู้ถึงเบื้องลึกและรายละเอียดใกล้ชิดของยูเครนและไครเมีย ที่เพิ่งถูกรัสเซีย “ผนวก” เข้าไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หลังการลงประชามติของแคว้นไครเมียของยูเครน ผลออกมา 97% ขอให้รวมกับรัสเซีย
ทันใดนั้น ก็เกิด “สงครามเย็น” รอบใหม่ ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐและยุโรปตะวันตก
ไครเมีย วันนี้ มีธงรัสเซียโบกสะบัดเหนือฐานทัพเรือ และที่ทำการรัฐบาลที่ทหารรัสเซียเข้ายึด, ธงยูเครนเดิมถูกชักลงตั้งแต่หลังวันลงประชามติ, กระทรวงกลาโหมยูเครนที่เมืองหลวงเคียฟ บอกว่า เตรียมจะอพยพเจ้าหน้าที่ทหารและสมาชิกครอบครัวประมาณ 25,000 คน ออกจากไครเมียแล้ว
สำนักประเมินความน่าเชื่อถือการลงทุน Standard & Poor’s ประกาศว่า หลังจากเกิดวิกฤติไครเมีย ได้ปรับลดความน่าลงทุนของรัสเซียลงไปที่ระดับ “negative” หรือ “ติดลบ” และเตือนว่าอาจจะมีการไหลออกของเงินทุนและการลงทุนจะหดตัวลง
ข่าวอย่างนี้จะทำให้ผู้นำรัสเซีย ทบทวนยุทธศาสตร์ทางการเมืองและทหารหรือไม่ ยังไม่แน่ชัด แต่การสำรวจความเห็นของคนรัสเซียทั่วไปดูเหมือนว่าจะสนับสนุนการตัดสินใจของเขา และเสียงต่อต้านคัดค้านในประเทศยังไม่ปรากฏชัดเจน
สหรัฐและสหภาพยุโรป 28 ชาติ ประกาศทันทีว่ารัสเซียละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รัสเซียตอบโต้ด้วยการบอกว่า นี่เป็นประชามติของคนไครเมียเอง และเพราะว่า “ลึกๆ ในใจ” แล้ว คนไครเมียก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ไครเมีย ในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นของรัสเซีย แต่เมื่อปี ค.ศ. 1954 (60 ปีก่อน) ประธานาธิบดีนิกิตา ครุสชอฟ ลงนามมอบไครเมียให้กับยูเครน “เพราะความละม้ายกันทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม”
บางคนบอกว่า ครุสชอฟ ตัดสินใจอย่างนั้น เพราะว่าเป็นคนเชื้อสายยูเครนนั่นเอง
เป้าหมายของทีมข่าวเนชั่น ซึ่งเป็นนักข่าวชุดแรกจากประเทศไทย ที่ลุยถึง “สมรภูมิสงครามเย็น” รอบใหม่นี้คือไครเมีย เพราะนี่คือจุดร้อน (hotspot) ใหม่ของการเมืองระหว่างประเทศ ที่จะมีผลกระทบอย่างกว้างไกล
วันก่อน ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน แถลงนโยบายปรับดอกเบี้ยขึ้นและพยากรณ์เศรษฐกิจของโลก ยังบอกว่าจะต้องติดตามความคืบหน้ากรณี “วิกฤติไครเมีย” อย่างใกล้ชิด เพราะว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก จากนี้ไป
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของ สหรัฐ กับ วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ต่างก็เล่นเกมเผชิญหน้า โดยไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าใครจะกะพริบตาก่อนกัน
โอบามา แสดงความเป็นห่วงอย่างเปิดเผยว่ารัสเซียอาจจะไม่หยุดแค่ที่ไครเมีย เพราะอาจมีแผนจะเขมือบดินแดนของยูเครนเพิ่มเติมอีก ซึ่งก็จะทำให้เกิดความตึงเครียดหนักหน่วงขึ้นระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก
ดูเหมือนว่า ปูติน จะไม่ยี่หระต่อเสียงคัดค้านจากสหรัฐนัก หรืออย่างน้อยก็ต้องการแสดงบท “จอมบู๊” ที่ประกาศกับ โอบามา ว่า “กูไม่กลัวมึง” อะไรทำนองนั้น
ถามว่า มะกัน จะส่งทหารเข้าไปเอาไครเมียคืนจากรัสเซียไหม? คำตอบคือ วอชิงตันไม่กล้าลงมือลงไม้ขนาดนั้น
ถามว่า รัสเซีย จะรุกคืบเข้ายึดพื้นที่ของยูเครนไหม? คำตอบ ณ วันนี้ คือ ปูติน แม้จะเป็นนักเสี่ยงโชค แต่ก็เป็นนักการพนันทางการเมือง ที่ประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวังพอสมควร เขาคงไม่ต้องการจะท้าทายสหรัฐเกินกว่าไครเมีย หาไม่แล้ว ปูติน รู้ว่า หากทำอะไรมากกว่านี้ จะต้องเจอกับการกดดันทางทหารจากตะวันตก มากเกินกว่าที่เขาจะรับได้ในขณะนี้ ต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงพอสมควร
ทั้งสองฝ่ายต่างประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อกันและกันแล้ว
โอบามา ประกาศว่า กระทรวงการคลังสหรัฐ จะอายัดทรัพย์สินในสหรัฐของคนรัสเซียระดับสูง 20 คน ซึ่งรวมถึงคนใกล้ชิดกับปูตินหลายคน และบางคนอยู่ในระดับมหาเศรษฐี
ผู้นำสหรัฐบอกว่าเขาได้ลงนามในคำสั่งอนุมัติให้มีการลงโทษ “เศรษฐกิจภาคสำคัญๆ ของรัสเซีย” หากจำเป็น และเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ทีเดียว
โอบามา ตอบโต้ด้วยการห้ามสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ 9 คน เข้าประเทศรัสเซีย รวมถึงประธานสภาล่าง จอห์น โบห์เนอร์, ผู้นำเสียงข้างมากในสภาสูง แฮร์รี รีด และ วุฒิสมาชิกคนดัง จอห์น แมคเคน บวกกับคนใกล้ชิดระดับสูงของทำเนียบขาวอีก 3 คน
สภาล่างของรัสเซีย (State Duma) ลงมติ 443 ต่อ 1 เสียง รับ ไครเมีย มาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย เท่ากับตบหน้าสหรัฐและยุโรปตะวันตก ที่ยืนยันว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างชัดแจ้ง
ยุคสงครามเย็น ที่เล่นการเมืองและการทูตแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ได้เริ่มขึ้นแล้ว และ เครือเนชั่น จะทำหน้าที่รายงานจากที่เกิดเหตุอย่างละเอียดรอบด้าน ผ่านทุกสื่อของเราโดยเฉพาะเมื่อมีดิจิทัลทีวีสองช่อง คือ Nation TV ช่อง 22 และ NOW ช่อง 26 ที่มองประเด็นข่าวระดับโลกจากหลายๆ แง่มุม อย่าง...น่าตื่นตาตื่นใจ









