จะเรียกว่า ผิดซ้ำซาก ก็ได้ หรือ ผิดเพี้ยนจำเจ ของรัฐบาล ก็ไม่ผิดนัก
ความจริง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ล้ม พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ควรจะไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับคนไทยทั่วไปนัก
เพราะว่ามีการเตือนจากหลายฝ่ายก่อนหน้านี้แล้วว่า การเสนอกู้เงินจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้เวลา 50 ปี เพื่อจะคืนได้หมด โดยใช้วิธีการ “นอกงบประมาณปกติ” นั้น เป็นเรื่อง “ผิดปกติ” และไม่สมควรจะทำ แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันว่าจะทำ
เหตุที่มั่นใจว่าจะทำได้นั้น ก็เพราะว่ามีเสียงข้างมากในสภา ผลักดันกฎหมายฉบับไหนที่รัฐบาลต้องการ ก็ทำได้ โดยไม่สนใจว่าเสียงคัดค้านท้วงติงนั้น มีเหตุผลอันสมควรแก่การพิจารณาหรือไม่ อย่างไร
ไม่ต่างกับกรณีผิดพลาดซ้ำซากที่เกิดขึ้นมาแล้ว เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “สุดซอย” ที่ก็มีคนต่อต้านคัดค้านกันอย่างกว้างขวาง ก่อนที่จะมีการลงมติในสภา แต่รัฐบาลก็ยังดึงดันที่จะเดินหน้าไป จนทำให้เกิดการเดินขบวนต่อต้านครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ จึงยอมถอย และเป็นการถอยที่ไม่สำนึก เพราะก็ทำผิดซ้ำอีกจนได้
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ชัดเจนว่า เป็นเอกฉันท์ (9:0 และ 6:2) เพราะว่าผิดทั้งเนื้อหาและกระบวนการ จึงน่าแปลกใจที่ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายฝั่งรัฐบาลไม่มีผู้ใดได้เตือน หรือแสดงความเห็นในทางที่จะไม่ให้รัฐบาลเดินเรื่องนี้เลยกระนั้นหรือ? หรือมีการเตือนแล้ว แต่ฝ่ายการเมืองไม่ฟัง หรือไม่ต้องการรับรู้ข้อเท็จจริงแห่งกฎหมาย เพราะว่ามีเป้าประสงค์ทางการเมืองที่สั่งมา โดยใคร ที่มิอาจจะปฏิเสธได้?
ความจริง การวางแผนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของประเทศในอนาคต เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และบางโครงการก็ควรจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนผู้เสียภาษี แต่การลงทุนใหญ่เพื่ออนาคตของบ้านเมือง จะต้องกระทำอย่างรอบคอบและรัดกุม และผ่านกระบวนการกลั่นกรองที่โปร่งใส ไม่มีช่องโหว่ของการคอร์รัปชัน และจะต้องตอบคำถามของทุกฝ่าย ที่มีข้อมูลในแต่ละด้านให้ชัดเจนได้ด้วย
ที่สำคัญคือ เงินที่จะใช้ จะต้องผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ ที่มีขั้นตอนการตรวจสอบและประเมินความคุ้มค่าตามมาตรฐานสากล
แต่วิธีการขอกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทครั้งนี้ มีประเด็นข้อน่าสงสัยตั้งแต่ต้น และดูเหมือนว่าจะมีการตั้งธงตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่ว่าจะมีปัญหาอย่างไร ไม่ว่าจะมีใครคัดค้านหรือหาเหตุผลมาแย้งอย่างไร ลงท้ายจะต้องให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ให้ได้
พูดง่ายๆ ก็คือ มีการสั่งการมาแล้วว่า จะใช้วิธีอย่างไรไม่สำคัญ ขอให้รัฐบาลสามารถกู้เงิน 2 ล้านล้าน นี้ มาให้ได้ เป็นพอ
ฝรั่งเรียกพฤติกรรมอย่างนี้ว่า “The end justifies the means” ซึ่งแปลว่า ถ้าบรรลุเป้าหมายแล้วไซร้ วิธีการที่จะไปถึงจุดนั้น จะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ
สำหรับการใช้เงินก้อนมหาศาลที่เป็นภาระของคนไทยรุ่นนี้และรุ่นต่อไปอย่างนี้ การใช้วิธีคิดและดำเนินการอย่างนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ผลที่ตามมาจากคำวินิจฉัยมีกว้างขวาง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม เพราะว่ารัฐบาลได้ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อก่อนหน้านี้ ว่า อะไรที่รัฐบาลต้องการจะเดินหน้า และการตรวจสอบขององค์กรอิสระไม่มีความหมาย
แต่หากจะเคารพสาระและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ อย่างที่ฝ่ายรัฐบาลได้ยืนยันว่าเป็นหลักปฏิบัติของทุกคนในแผ่นดินนี้ การดำเนินการที่ผิดรัฐธรรมนูญย่อมจะต้องถูกระงับ และหากจะมีแผนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจริง ก็ควรจะต้องทำตามกติกาที่มีอยู่ นั่นคือ ให้เสนองบประมาณแผ่นดินเพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ และ ด้วยความเคารพ ในความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์
เพื่อจะได้ร่วมกันนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองด้วยความชัดเจน โปร่งใส และ ภาคภูมิใจในความมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย
ที่จะไม่ยอมให้นักการเมืองกลุ่มใด มาสร้างภาระที่หนักหน่วงให้กับคนรุ่นต่อไป เพียงข้ออ้างว่า วันนี้ฉันมีอำนาจอยู่ในมือ...เท่านั้น









