คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ที่ยืดเยื้อยาวนานมากกว่า 4 เดือน ได้สั่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายด้าน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่อาจกล่าวโทษ การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทยได้ เพราะหากระบบการเมืองไม่มีปัญหาเสียแล้ว ปัญหาการชุมนุมคงไม่เกิดขึ้น และชุมนุมกันอย่างยืดเยื้อยาวนาน จนสร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจต่างๆจากความไม่สงบทางการเมืองนั้น ขณะนี้ได้มีการประเมินกันออกมาจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งหากเรียงลำดับผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะเริ่มจากผลกระทบระยะสั้น คือ ด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะในพื้นที่การชุมนุม เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองถือเป็นความเสี่ยงของลูกค้าต่างชาติอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากหลายประเทศออกประกาศเตือนพลเมืองของตัวเอง
หากประเมินแนวโน้มระยะยาว จะเป็นเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและความเชื่อมั่นภาคเอกชน โดยเฉพาะการบริโภค ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นย่อยกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน แต่คำเตือนต่างๆว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเกิดความวุ่นวายการเมืองในอดีต แต่ก็ดูเหมือนว่าสังคมไทยสามารถผ่านไปได้ทุกครั้ง ซึ่งมีแต่ผลกระทบระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น มีความสำคัญน้อยมาก ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะแต่ละฝ่ายมักจะอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด และจากความขัดแย้งของผู้คนอย่างรุนแรงนี้เอง ทำให้ไม่มีใครรับฟังเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่าชีวิตทางเศรษฐกิจของคนไทยแทบจะไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายการเมืองว่าจะแก้ผลกระทบเหล่านี้อย่างไร และดูเหมือนว่าชีวิตเศรษฐกิจต้องปรับตัวเองกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
หากติดตามการแก้ปัญหาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าแทบจะไม่มีมาตรการใดๆที่ต้องการออกมารับผลกระทบที่เกิดขึ้น มีเพียงแต่การกล่าวถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่จากเหตุการณ์ในอดีต เราจะเห็นได้ว่าภาคธุรกิจมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลง นั่นอาจแสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนเป็นหลัก ส่วนภาครัฐนั้นมีบทบาทไม่มากนัก ทุกอย่างขึ้นกับการปรับตัวของภาคเอกชน
ผลกระทบทางการเมืองในครั้งนี้ที่กล่าวกันว่ารุนแรงกว่าครั้งก่อนๆนั้น จะต้องรอประเมินกันอีกครั้งว่าจริงหรือไม่ และหากสถานการณ์คลี่คลายลง จนชีวิตทางเศรษฐกิจของคนไทยกลับเข้าสู่ปกติและภาคเอกชนสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต นั่นก็แสดงให้เห็นว่าบทบาทของการเมืองในการสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจมีน้อยมาก แต่กลับสร้างความเสียหายได้รวดเร็ว ดังนั้น สิ่งที่เราอยากเห็นจากฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจากฝ่ายใดคือความรับผิดชอบต่อผลกระทบ ไม่ใช่การกล่าวหาและตอบโต้เพื่อหวังผลทางการเมือง









