คุณสาธิต เซกัล นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ถูก ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เนรเทศ ในข้อหา
มีการกระทำการอันเป็นภัยต่อประเทศไทย
ชาวบ้านรู้กันว่า ที่ คุณสาธิต ถูกขับออกนอกประเทศ เพราะว่าไปร่วมประท้วงกับ กปปส. ไม่มีสาเหตุอื่นอะไรที่สลับซับซ้อนไปกว่านี้
เมื่อวานนี้ คุณสาธิต พูดจากวิทยุจุฬาฯ ว่า การที่ ศรส.ทำอย่างนี้กับเขา คือ ตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม และไม่เคยแจ้งข้อหาเหล่านี้กับเขาอย่างเป็นทางการ อีกทั้งไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาได้ชี้แจงต่อสู้ตามหลักยุติธรรมธรรมดา
“ฝรั่งเขาเรียกว่า kangaroo court ครับ” คุณสาธิตวัย 70 ปี เกิดที่อินเดีย มาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และวันนี้ต้องดูแลคุณแม่วัย 90 ยืนยัน
คุณสาธิตบอกว่า เมื่อสามสัปดาห์ก่อน สถานทูตอินเดียได้รับการติดต่อจากคนของรัฐบาล ให้ นายสาธิต ยุติบทบาททางการเมือง เช่น การร่วมเดินขบวนหรือขึ้นเวทีปราศรัยต่อต้านรัฐบาล
เขาบอกว่า หากการกระทำที่ทำให้บุคคลกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ ก็จะยอมยุติบทบาท “ตั้งแต่วันนั้นผมก็ยุติบทบาทนั้น แต่รัฐบาลไม่ยอม” คือ ยังจัดการเนรเทศเขาออกไปจนได้
คุณสาธิต ยืนยันว่า สิ่งที่ได้พูดมาตลอดชีวิต คือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้เป็นตัวเชื่อมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับอินเดีย
“ทั้งชีวิตและจิตใจของผมเป็นไทย ผมเพียงแค่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยเท่านั้น” เขาบอก
คุณสาธิตอ้าง มาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า
“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้...”
เรื่องต้องไม่เลือกปฏิบัติ เพราะเหตุแห่ง “ความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด” เป็นประเด็นที่น่าสนใจและสำคัญในกรณีของคุณสาธิต
เพราะจะเป็นมาตรฐานสำหรับคนต่างชาติ ที่แสดงความเห็นต่อการเมืองไทยในวันข้างหน้า
คำถามของผม ก็คือว่า หากคุณสาธิต ถูกเนรเทศได้ เพราะร่วมการประท้วงหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ต่อไปนี้หากมีต่างด้าวแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จะมีความผิดหรือไม่?
และ “การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” ที่ว่านี้ ย่อมจะหมายรวมถึงทั้งความเห็นทางการเมือง ที่เข้าข้างรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลเหมือนกัน
ความเห็นทางการเมืองนั้น แม้จะเข้าข้างรัฐบาล ก็เข้าข่าย “บ่อนทำลาย” ได้ไม่น้อยไปกว่าความเห็นต่อต้านรัฐบาล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในการเมืองย่อมอยู่ที่การ “ตีความ” ของผู้มีอำนาจในแต่ละยุคแต่ละสมัย
ผมยกตัวอย่างว่า หากตัวแทนนักธุรกิจต่างประเทศในไทย ออกมาให้สัมภาษณ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลไทย หรือเชิญชวนให้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง หรือเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ หรือแสดงความเห็นในรายการวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือเขียนข้อความในเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ต่อความเป็นไปในทางการเมืองไทย จะเข้าข่ายที่จะต้องถูกเนรเทศเหมือนคุณสาธิต หรือไม่?
เรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะว่าประเทศไทยจะต้องมีบรรทัดฐานของการเมืองไทย สำหรับคนไทยและคนต่างด้าวที่สนใจความเป็นไปในประเทศไทย พวกเขาจะต้องรู้ว่าสิทธิของพวกเขาในการแสดงความเห็น หรือเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองนั้น มีขอบเขตอยู่ตรงไหน อย่างไร
เพราะหากว่า...มาตรฐานของเมืองไทย อยู่ที่ “ความชอบหน้าหรือไม่ชอบหน้า” หรือ อยู่ที่ “คุณเชียร์หรือด่ารัฐบาล” ก็อาจจะเฉียดกับมาตรฐาน “kangaroo court” (ศาลเตี้ย) อย่างที่ คุณสาธิต พาดพิงถึง...ก็ได้









