วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความรุนแรงกับวิกฤติความรู้ความเข้าใจ "สังคม"

เราจะเข้าใจการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา หรือสร้างปัญหาระดับต่างๆ ทวีมากขึ้นในสังคมไทยได้อย่างไรกัน

ดังที่เราเห็นกันอยู่ว่าความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ทำให้ความรุนแรงกลายมาเป็นทางออกและการแก้ไขปัญหาเพียงอย่างเดียว

ศักยภาพของคนในสังคมไทย ที่จะขบคิดกับปมของปัญหาที่ตนได้รับรู้หรือกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น ต่ำลงอย่างน่าใจหาย และเมื่อไม่สามารถที่จะขบปมปัญหานั้นๆ ให้แตก ก็ทำให้เหลือทางเลือกน้อยลงในการแก้ไขหรือเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น

การขาดศักยภาพในการที่จะทำความเข้าใจปมปัญหาให้ชัดเจน เพื่อที่จะมองเห็นทางออกที่หลากหลาย และสามารถที่จะเลือกทางออกที่ดีที่สุดได้ ทำให้เกิดภาวะที่หมกมุ่นอยู่กับ "ตัวตน" ของ "ตนเอง" ไม่ว่าจะเป็นการเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ฯลฯ จนกระทั่งมองไม่เห็นทางออกอื่นๆ นอกจากใช้ความรุนแรงในการรักษาหน้าหรือรักษาศักดิ์ศรีส่วนตัวเท่านั้น

การสูญเสียศักยภาพในการคิดถึงทางออกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของคนในสังคมไทย จนนำไปสู่การสร้าง "สังคมแห่งความรุนแรง" ขึ้นมา เป็นผลมาจากการที่สังคมไทยได้สูญเสียอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่อ "สายใยทางสังคม" หรือสายสัมพันธ์แห่งความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม

เราไม่พบกระบวนการใคร่ครวญคิดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันว่า ควรจะประกอบด้วย ความสัมพันธ์ลักษณะใดบ้างที่จะก่อให้เกิดความสุขความสงบและความเจริญทางด้านอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เราไม่พบว่าการคิดหรืออธิบายว่าสังคมที่เรายืนอยู่นั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างไร หรือคำถามทำนองว่าอุดมคติที่เหือดหายไปในคนแต่ละรุ่น เหลือแต่การนึกถึงความสุขเฉพาะหน้า มีผลกระทบต่อระบบความสัมพันธ์ทางสังคม หรือต่อ "ชุมชน" อย่างไร

เราถูกทำให้เหลือแต่ป้ายหยาบๆ ที่ไร้ความหมายปิดเอาไว้บดบังความโง่เขลา ที่เราไม่รู้ว่าจะรู้สึกกับความสัมพันธ์ของคนในสังคมอย่างไร ทำนองว่า เราต้องรักษา "ความเป็นไทย" เอาไว้ให้มั่นคง โดยที่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ "ความเป็นไทย" นั้น อธิบายอะไรได้ นอกจากคำพูดแบบมักง่ายและอวดฉลาดว่า เพราะ "เรารับอิทธิพลตะวันตก จนหลงลืมความเป็นไทย จึงนำไปสู่การกระทำที่ผิดพลาด"

กล่าวอย่างถึงที่สุด รากเหง้าของการใช้ความรุนแรงในสังคม ก็คือความล้มเหลวของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทย ที่ทำให้คนในสังคมไทยไม่มีศักยภาพในการที่จะเข้าใจและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ในหนทางที่เอื้อให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขสงบสันติและก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน

การเรียกร้องให้คนไทยทำคุณงามความดีอะไรก็ตาม เราไม่เคยเห็นเลยว่ามีการเรียกร้องให้คนทำความดีเพื่อความเป็นมนุษย์ หรือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีงามขึ้นมา นับเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงความไร้สติปัญญาทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

ความล้มเหลวของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทย โดยรวมเกิดขึ้นจากเงื่อนไขสองด้านด้วยกัน ด้านแรกได้แก่ การตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความคิดที่เชื่อว่า “สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความดีงามเป็นพิเศษ” มากกว่าสังคมอื่นๆ ความเชื่อชุดนี้ทำให้คนในสังคมไทยผูกยึดติดกับภาพความไม่เปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และใช้กรอบคิดที่ล้าสมัยนั้นอธิบายไปเสียทุกอย่าง

อีกด้านหนึ่ง การพัฒนาประเทศที่มองเห็นแต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ขาดความสนใจในการพัฒนาความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยหลงคิดไปว่าไม่มีความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ความสามารถในการคิดและรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมทุกๆ ด้าน จะเป็นการวางรากฐานให้แก่การจัดองค์กร และความสัมพันธ์ในองค์กร รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพของการผลิตในภาคการผลิตจริง (Real sector)

การพัฒนาความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จึงถูกทอดทิ้งในทุกระดับของการศึกษา และในทุกมิติของการสื่อสารทางสังคม

โดยการรับรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ไม่เป็นจริงนี้ ส่งผลให้คนในสังคมไทยถูกทำให้ "เปล่าเปลือย" ในความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่มีอาภรณ์ใดๆ ห่อหุ้ม เราจึงสัมพันธ์กันด้วยการใช้ความรุนแรงเฉกเช่นเดียวกับคนป่าในยุคที่ไร้รัฐและสังคม ใครมี "กำปั้นใหญ่" ก็จะบีฑาคนอื่นๆ ได้โดยง่าย และไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย

ความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งคนในสังคมออกเป็นสองฝักสองฝ่ายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงมาจากการขาดความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่กว้างขวาง ลึกซึ้ง และเท่าทันแต่ความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชนบทไทย ดังจะเห็นได้จากการประณามชาวบ้านว่าเป็นผู้ที่ไม่รู้การเมืองจนทำให้ถูกหลอกจากนักการเมืองทุจริต และที่สำคัญ การขาดความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้ทำให้เกิดกระบวนการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด

ความจำเป็นของการแสวงหาความรู้ความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของสังคมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน มิฉะนั้น สภาวะความเกลียดชังระหว่างคนในสังคมด้วยกันเอาจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของสังคมไทยโดยรวม

ความที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผมคัดลอกมาจากส่วนนำของงานเขียนสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์ของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2 ฉบับ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ไม่น่าเชื่อว่าโศกนาฏกรรมของสังคมไทยได้เวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว