คนเท่าเทียมกัน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน พวกเราควรมีสิทธิอะไร
ประเด็นการปฏิวัติที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ มีเป้าหมายเพื่อทำให้พวกเราปวงชนชาวไทยสามารถใช้อำนาจอธิปไตยของพวกเราได้มากยิ่งขึ้น ตามหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยที่สำคัญคือ หลักความเสมอภาค “คนเท่าเทียมกัน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน” และหลักเสรีภาพ ให้มีผู้แทนปวงชนชาวไทยมีความเป็นอิสระ เป็นเสรีชนที่จะกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบังคับใดๆ
ปัจจุบันแม้ว่าพวกเราทุกคนมีความเท่าเทียมเสมอภาคกันในการใช้สิทธิที่ยังไม่สมบูรณ์ในการเลือกผู้แทน (Right to Vote) คือ สิทธิ 1 คน 1 เสียง ในการลงคะแนนเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิพื้นฐานที่สำคัญแต่มีอย่างจำกัดเพียงประการเดียวนี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเราสามารถใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อแสดงบทบาท พลังและอำนาจทางการเมืองในการสรรค์สร้าง ผลักดัน ควบคุมและกำกับทุกขั้นตอนของการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปฏิวัติที่ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการเลือกตั้งมีความสมบูรณ์ คือการปฏิวัติที่มาของผู้แทน หรือการได้มาซึ่งผู้แทน โดยการเปิดโอกาสให้ปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจอธิปไตยมี “สิทธิในการเป็นผู้แทน (Right to Be)” เป็นการแก้ปัญหาสภาวะความด้อยสิทธิในการเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งพบว่าไม่มีแม้สิทธิที่จะคิดเป็นผู้แทน เนื่องจากในปัจจุบันต้องใช้เงินจำนวนมากการเข้าไปสู่พรรคการเมืองเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะเป็นระบบที่แทบจะปิดและมีเพียงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเล็กๆ ของพรรคเท่านั้นที่มีอำนาจในการตัดสินว่าใครเหมาะสมที่จะมีสิทธิเสนอตัวเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง
การเลือกตั้งไม่ใช่วิธีการเพียงอย่างเดียวที่จะได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งครั้งใดที่มีแต่ผู้สมัครที่ด้อยคุณภาพ การเลือกตั้งไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมก็จะส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนั้นได้แต่ผู้แทนด้อยคุณภาพ ตัวอย่างวิธีการอย่างอื่นที่ทำให้ได้มาซึ่งผู้แทน เช่น ในสภาพบ้านเมืองที่มีอิสระชน เสรีชนจำนวนมาก สิทธิและเสรีภาพได้รับความคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจำนวนมากเพียงพอ (หนึ่งแสนหรือสามแสนคน) สามารถร่วมกันแสดงความประสงค์อย่างเปิดเผยที่จะให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเพียงบุคคลเดียวเป็นผู้แทนของตนทำหน้าที่ในรัฐสภา และเมื่อใดที่ไม่ต้องสนับสนุนก็สามารถถอนการสนับสนุนทำได้ในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเปิดให้ถอนการสนับสนุนได้เป็นระยะๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ยกตัวอย่างนี้มีประเด็นที่อ่อนไหวเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลซึ่งจะทำให้ประชาชนคนเล็กคนน้อยตกอยู่ใต้อาณัติและแทบจะไม่มีโอกาสเป็นผู้แทนถ้าหากไม่มีกลไกป้องกันที่ดีเพียงพอ
วิธีการให้ได้มาซึ่งผู้แทนที่นำเสนอครั้งนี้เป็นวิธีการที่สามารถทำได้จริงทันทีเมื่อมีกฎหมายรองรับ เป็นการประยุกต์หลักการความเสมอภาค “คนเท่าเทียมกัน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน” ให้มีผลจริงในทางปฏิบัติไม่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือเป็นเพียงลมปากที่สวยหรู เป็นวิธีการที่สามารถรับประกันความเป็นอิสระ ทั่วถึง เท่าเทียม เที่ยงธรรม และบริสุทธิ์ยุติธรรม (Free and Fair) นอกจากนั้นยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำมากสามารถดำเนินการได้บ่อยเท่าที่จำเป็น วิธีนี้เป็นการประยุกต์ใช้วิธีการพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อย่างง่ายในการเลือกตัวแทนจากกลุ่มที่มีสมาชิกเหมือนกัน ไม่แตกต่างกัน (Homogenous) คือ การสุ่มเลือก (Random) หรือวิธีจับหมายเลขบัตรประชาชน
เพื่อให้มีหลักประกันว่าวิธีการจับหมายเลขบัตรประชาชนจะได้ผู้แทนจากทุกกลุ่มทุกภาคส่วนในสังคมไทย ต้องกำหนดกลุ่มขึ้น (เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มอายุ เป็นต้น) ให้สิทธิเสรีภาพแก่ปวงชนชาวไทยแต่ละคนมีสิทธิในการเลือกที่จะอยู่ในกลุ่มที่ตนต้องการเพียงหนึ่งกลุ่มเท่านั้นทำให้แต่ละคนเป็นสมาชิกของกลุ่มภายในช่วงเวลาที่กำหนด และให้สิทธิเสรีภาพในการสละสิทธิ์ที่จะเป็นผู้แทน นอกจากนั้นเพื่อให้มีหลักประกันว่าจะได้ผู้แทนที่มีคุณภาพจากวิธีจับหมายเลขบัตรประชาชนผู้มีรายชื่อจากการจับหมายเลขบัตรประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเป็นระยะเวลาตามต้องการ ระหว่างฝึกอบรมนั้นให้ได้รับเงินค่ายังชีพจำนวนน้อยกว่าเงินเดือนผู้แทน เมื่อผู้มีรายชื่อนั้นมีความพร้อมก็สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนได้อย่างสมศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของสมาชิกสภากลไกการประกันคุณภาพผู้แทนอีกประการหนึ่งก็คือกำหนดกลุ่มผู้ที่ไม่มีสิทธิเป็นผู้แทน เช่น ผู้พิการทุพพลภาพอย่างถาวร ผู้วิกลจริตสติสัมปชัญญะไม่สมประกอบ เด็กและผู้เยาว์ เป็นต้น
สิทธิที่สมบูรณ์และระบบผู้แทนใหม่
จากประเด็นการปฏิวัติการเลือกตั้งที่นำเสนอข้างต้น จะนำไปสู่การได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนชาวไทยจำนวนสองกลุ่ม กลุ่มแรกมาจากกระบวนการลงคะแนนเลือกตัวแทนของพรรคการเมือง และกลุ่มที่สองมาจากวิธีจับหมายเลขบัตรประชาชนเลือกเสรีชนคนเท่าเทียมกันเมื่อยึดกรอบตัวแทนผู้แทนตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือ 500 คน แบ่งออกเป็นผู้แทนกลุ่มแรกจำนวน 200 คน และผู้แทนกลุ่มที่สอง จำนวน 300 คน
กลุ่มแรกจำนวน 200 คน เป็นพัฒนาการจากอดีตบนพื้นฐานการใช้เหตุผลและปัญญาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่งเสริมระบบพรรคให้เข้มแข็งมีรูปแบบและวิธีการที่ใกล้เคียงกับการเลือกตั้งในปัจจุบัน คือ มีทั้งระบบเขตพื้นที่และบัญชีรายชื่อ เพื่อให้มีฐานความเป็นผู้แทนที่ยึดโยงกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ภูมิศาสตร์ และเป็นกลุ่มตัวแทนของพรรคที่เป็นผู้แทนตามเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศ ทั้งนี้หากต้องการต่อยอดพัฒนาระบบรัฐสภาให้เข้มแข็งก็ให้ตรากฎหมายให้ผู้มีรายชื่อในบัญชีรายชื่อเรียงตามลำดับของพรรคฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นที่จะมีสิทธิเป็นคณะรัฐมนตรี ประเด็นการปฏิวัติสำหรับกลุ่มนี้คือ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิการลงคะแนนที่สมบูรณ์ คือ “งดออกเสียง เห็นชอบให้เป็นผู้แทน และไม่เห็นชอบให้เป็นผู้แทน”
กลุ่มที่สองจำนวน 300 คน เป็นนวัตกรรมของวิธีการได้มาซึ่งผู้แทนบนพื้นฐานของการนำบทบัญญัติข้อ 4 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” มาประยุกต์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประเทศไทยมีผู้แทนที่มีความอิสระจากทุกกลุ่มทุกภาคส่วนของสังคม โดยใช้วิธีจับหมายเลขบัตรประชาชนซึ่งเป็นวิธีการที่มีความโปร่งใส ขาวสะอาด เท่าเทียม เสมอภาค บริสุทธิ์ยุติธรรม และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำสามารถดำเนินการได้บ่อยตามความจำเป็น
ปัญหาอุปสรรคขัดขวางการมีสิทธิที่สมบูรณ์ และวิธีจับหมายเลขบัตรประชาชน
แม้ว่าวิธีการลงคะแนนแบบใหม่ทำให้สิทธิการลงคะแนนเลือกผู้แทนมีความสมบูรณ์ และวิธีการจับหมายเลขบัตรประชาชนทำให้ประชาชนมีสิทธิเป็นผู้แทนซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยนอกเหนือจากสิทธิการเลือกผู้แทน การเป็นผู้แทนจะได้รับเงินเดือนนับแสนบาท และสิ่งเหล่านี้เป็นความต้องการอย่างแน่นอนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่สิ่งที่ดีเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะมีกลุ่มคนที่สำคัญกลุ่มหนึ่งจะขัดขวาง ได้แก่ กลุ่มนักการเมืองในปัจจุบัน และกลุ่มนักอ่านตำราที่เชื่อว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ไม่ได้เชื่ออย่างแท้จริงว่า “คนเท่าเทียมกัน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน”
กลุ่มนักการเมืองในปัจจุบันที่เป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคการเมืองที่มีหรือได้รับโอกาสที่จะเป็นผู้แทนมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ คนกลุ่มนี้มักใช้ ยึดเหนี่ยว และหวงแหนรักษาโอกาสที่จะเป็นผู้แทนได้อย่างเหนียวแน่น เมื่อไรก็ตามที่ใช้วิธีการให้ได้มาซึ่งผู้แทนแบบใหม่ก็จะทำให้นักการเมืองในระบบพรรคการเมืองสูญเสียโอกาสทันที โอกาสที่จะเป็นผู้แทนลดน้อยลงเพราะจำนวนผู้แทนมาจากระบบพรรคลดลงและจำนวนผู้ที่มีสิทธิเป็นผู้แทนเพิ่มมากขึ้น แต่กลับมีโอกาสที่จะถูกคัดออกจากระบบการเมืองมากขึ้นโดยการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลุ่มนักการเมืองเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะคัดค้านวิธีการให้ได้มาซึ่งผู้แทนที่นำเสนอข้างต้น
กลุ่มนักอ่านตำราที่ยึดการเลือกตั้งแบบการกากบาทลงคะแนนเป็นที่พึ่งเพียงอย่างเดียวว่ามีเพียงแต่กากบาทลงคะแนนเท่านั้นที่จะทำให้ได้ผู้แทนที่สมบูรณ์ กลุ่มนักอ่านตำราเหล่านี้ไม่เชื่อว่าเสรีชน สุจริตชนคนใดคนหนึ่งก็ได้สามารถเป็นผู้แทน แต่จะเชื่อเพียงแต่ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่ดีตามจินตนาการของตนเท่านั้นที่จะมีโอกาสเสนอตัวลงรับเลือกตั้งเป็นผู้แทน และบางคนเชื่อว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเล็กๆ เท่านั้น นอกจากนั้นยังเชื่อว่าสิทธิการลงคะแนนกากบาทในปัจจุบันเพื่อ “งดเสียง” หรือ “เห็นชอบให้เป็นผู้แทน” คือสิทธิการลงคะแนนที่สมบูรณ์แล้ว กลุ่มนักอ่านตำราเหล่านี้ก็จะตะแบงเสียงหลงคัดค้านวิธีการให้ได้มาซึ่งผู้แทนที่นำเสนอข้างต้นและยกข้ออ้างสารพัดขึ้นมาคัดค้าน
ถึงเวลาปฏิวัติการเลือกตั้ง เพื่อเพิ่มสิทธิให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินหรือยังครับ พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ผูกพัน และไม่ใช่ในนามของพนักงาน PEA









