อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ก็มีให้เห็นจริงๆ ภาพการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีคนสำคัญ ของรัฐบาลกับตัวแทนชาวนา
เรื่อง “จะจ่ายเงินฉันเมื่อไหร่?” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตอกย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลรักษาการอยู่ในสภาวะ “เป็ดง่อย” อย่างแท้จริง
เพราะว่าตอบคำถามง่ายๆ ของชาวนาไม่ได้ ว่าจะจ่ายเงินค่าข้าวที่รับ “จำนำ” จากชาวนาได้เมื่อไหร่?
ชาวนาวันนี้มีความกล้าที่จะพูดความจริง และตั้งคำถามที่ตรงไปตรงมา เพราะว่านโยบาย “ประชานิยม” ไม่ได้ทำลายความภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไปได้ทั้งหมด
ตัวแทนชาวนาเพียรพยายามถามรักษาการรัฐมนตรีพาณิชย์, รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์, รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯ และ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ว่าด้วยคำถามง่ายๆ ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร ว่าจะจ่ายเงินที่ค้างชาวนาได้เมื่อใด
คนระดับรัฐมนตรีหลายคน นัดหมายตัวแทนชาวนามาพบ หลังจากที่ได้ฟังตัวแทนชาวนาให้สัมภาษณ์หลายสื่อ ในหลายวันที่ผ่านมา แล้วก็ยังไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆ ได้ จึงไม่อาจจะได้ศรัทธาจากตัวแทนชาวนา
ตัวแทนชาวนาบอกว่า รัฐมนตรีพูดไม่รู้เรื่อง หลีกเลี่ยงการตอบคำถาม แทนที่จะตอบคำถามตรงไปตรงมา กลับตอบอ้อมไปมาว่ารัฐบาลจ่ายเงินค่าข้าวฤดูกาลรับจำนำข้าว 2556/2557 ไปแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท และจ่ายในรอบเดือนตุลาคมครบแล้ว เหลือเพียงรอบเดือนพฤศจิกายนที่ยังค้างอยู่
ชาวนารายใดที่ยังไม่ได้รับเงินจะขอรายชื่อไปจัดการให้ และในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นี้ จะเสนอคณะรัฐมนตรีของบกลาง 700 ล้านบาท เพื่อจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ และหาเงินกู้มาจ่ายค่าข้าว
ไปไหนมา...สามวาสองศอก
มิหนำซ้ำ รัฐมนตรียังบอกตัวแทนชาวนา ว่าขณะนี้ยังติดปัญหาที่มีขบวนการขัดขวางไม่ให้รัฐบาลกู้เงินได้ ดังนั้น จึงขอให้ชาวนาไปช่วยคุยกับธนาคาร ขอร้องให้ปล่อยเงินกู้ให้
อุทานเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก “โอพระเจ้า, ช่วยลูกช้างด้วย!”
ชาวนาถามถึงเงินที่ค้างชาวนาอยู่ 130,000 ล้านบาท แต่รัฐมนตรีพูดถึงเงิน 700 ล้านบาท
รัฐบาลหมดเครดิตถึงขั้นต้องขอให้ชาวนา ไปเจรจากับธนาคารให้รัฐบาลกู้แล้ว เพราะว่าสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชนไม่เชื่อรัฐบาลแล้วอย่างนี้ คำถามของชาวนาคงหนีไม่พ้นว่า “แล้วท่านอยู่ไปเพื่ออะไร?”
เมื่อรัฐมนตรีตอบคำถามไม่ได้ หรือพยายามจะไม่ตอบคำถาม ตัวแทนชาวนาก็เดินออกไป เพราะว่าเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ คนของรัฐบาลยังตอบไม่ได้ เรื่องใหญ่กว่านี้ เช่น อนาคตของชาวนาและความรับผิดชอบต่อนโยบายที่ล้มเหลว จะตกอยู่ที่ใคร ก็ย่อมจะไม่มีทางได้คำตอบเช่นกัน
เป็นปรากฏการณ์สังคมและการเมืองที่ไม่เคยคิด ว่าจะเกิดได้ในประเทศที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย แต่ถึงจุดหนึ่งคุณภาพของคนเป็นรัฐบาลตกต่ำถึงระดับที่ตัวแทนชาวนาบอกว่า พูดกับเสนาบดีที่อาสาปกครองประเทศไม่รู้เรื่องแล้ว
ต้องลุกขึ้นเดินออก (วอล์คเอาท์) จากการประชุม ที่รัฐมนตรีหลายคนรวมหัวกันแล้ว ไม่อาจจะตอบคำแทนตัวแทนชาวนาคนเดียวได้
ตัวแทนชาวนายืนยันว่าที่มาประท้วงไม่ใช่เรื่องการเมือง และไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของ กปปส. แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวนา ที่ถูกรัฐบาลหลอกว่าจะ “รับจำนำข้าวทุกเมล็ด” และมีเงินจ่ายให้ทุกบาททุกสตางค์
แต่มาวันนี้ คำสัญญาเหล่านั้นกลับมาหลอกหลอนรัฐบาลเอง แม้จะมีคนเตือนทั้งบ้านทั้งเมืองว่านโยบายนี้ผิดเพี้ยนจากเหตุผลและตรรกะทุกประการ แต่รัฐบาลก็ยังดันทุรังเดินหน้าต่อ เพราะคิดว่าตนจะได้ประโยชน์จาก “คะแนนเสียงรากหญ้า”
แต่วันนี้ “รากหญ้า” ตื่นแล้ว, รู้ทันแล้ว โดยเฉพาะเมื่อได้เชื่อมโยงกับชนชั้นกลางในกรุง ที่มีความคิดความอ่านเห็นอกเห็นใจรากหญ้าที่แท้จริง ต้องการจะปฏิรูปบ้านเมือง ทั้งด้านเกษตรและอุตสาหกรรมให้เดินไปข้างหน้า อย่างมีหลักมีเกณฑ์ และบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน ทั้งเมืองและชนบท
อดีต นายกฯ อานันท์ ปันยารชุน บอกว่า หากใช้คำว่า “failed government” อาจเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ
คุณอานันท์บอกว่า ใช้คำว่า “dysfunctional” จะใกล้เคียงกับความเป็นจริงของบ้านเมืองในวันนี้มากกว่า
ผมแปล dysfunctional ว่า “หมดสภาพ”









