คอลัมน์ 風見鶏 (คาซามิโดริ หรือ รูปไก่บอกทิศทางลมบนหลังคา) ของหนังสือพิมพ์นิฮอนเคอิไซชิมบุนฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2014
ได้เขียนถึงทัศนคติของชาวญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาโดยทั่วไปและรัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามาโดยเฉพาะ ซึ่งได้สะท้อนความไม่ลดละในเรื่องการทำสงครามในอดีตที่ไม่เปลี่ยนแปลง ที่แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ความคิดของชาวญี่ปุ่นทั้งหมด แต่ก็น่าสนใจสำหรับผู้สนใจการเมืองระหว่างประเทศควรรับรู้ไว้ จึงขอแปลคำต่อคำดังต่อไปนี้ ...
เจ้าหน้าที่ทางการทูตทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกากำลังใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อทำให้การเจรจาของผู้นำระหว่างนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ และ ประธานาธิบดีโอบามาที่จะมาเยือนญี่ปุ่นในเดือนเมษายนปีนี้ประสบความสำเร็จให้ได้ ทั้งนี้ เพราะว่าสาเหตุของปัญหามาจากโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในสภาพที่ไม่อาจตกล่องปล่องชิ้นอะไรได้
ประเด็นอยู่ที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือ สื่อมวลชนของญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่มีความเอนเอียงมากเกินไปกับพรรครีพับลิกัน แต่ไม่ใช่พรรคเดโมแครตอันเป็นพรรครัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามาเลย ในเรื่องนี้ แม้แต่เกลน ฟุกุชิมา ประธานหอการค้าญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกาก็เคยบ่นมาเช่นนั้น แต่ว่า ในฝั่งของญี่ปุ่นแล้ว อย่างน้อยที่สุดมีเหตุผล 3 ประการด้วยกันคือ
ประการแรก เหตุผลด้านภูมิศาสตร์ ญี่ปุ่นมีลักษณะเป็น “Red State” (รัฐที่ชอบพรรครีพับลิกันซึ่งมีสีแดงเป็นสีประจำพรรค) เช่นเดียวกับรัฐอลาสกา แต่ไม่ได้หมายถึงรัฐที่เป็นคอมมิวนิสต์นะ
ในสมัยสงครามเย็น รัฐอลาสกา ซึ่งอยู่แนวหน้าที่สุดมีชายแดนติดกับสหภาพโซเวียต เป็นรัฐที่พรรครีพับลิกันชนะในการเลือกตั้งมาตลอดทุกครั้งตั้งแต่ปี 1960 ยกเว้นปี 1964 ญี่ปุ่นเองมีความตึงเครียดของแนวหน้ากับสหภาพโซเวียตในอดีตและจีนในปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มไปในทางพรรครีพับลิกันสูงในการไม่ประนีประนอมเช่นเดียวกับรัฐอลาสกา
ประการที่สอง เหตุผลด้านประวัติศาสตร์ ผู้ที่คว่ำข้อเสนอให้ยกเลิกการเลือกปฏิบัติต่อชนชาติก็คือ ประธานาธิบดีวู้ดโร วิลสัน (ข้อเสนอนี้ทำเพื่อไม่ให้สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวญี่ปุ่น) ผู้ที่ทำการแยกเชื้อสายญี่ปุ่นไว้ในค่ายกักกัน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองคือ ประธานาธิบดีทีโอดอ รูสเวลท์ ผู้ที่สั่งการทิ้งระเบิดปรมาณูคือประธานาธิบดีเฮนรี่ ทรูแมน และ ผู้ที่เยือนประเทศจีนนานถึง 9 วัน แล้วกลับบ้านโดยไม่แวะญี่ปุ่นเลย คือ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ทั้งหมดนี้เป็นพรรคเดโมแครต
อีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ตอบสนองต่อการขอแก้ไขสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกาคือ ประธานาธิบดีไอเซนฮาว ผู้ที่คืนหมู่เกาะโอกินาวาให้ญี่ปุ่นคือ ประธานาธิบดีนิกสัน ผู้ที่ขอโทษต่อเชื้อสายญี่ปุ่นคือ ประธานาธิบดีเรแกน ทั้งหมดนี้เป็นพรรครีพับลิกัน คงเป็นเรื่องบังเอิญใช่ไหม
ประการที่สาม เหตุผลด้านจิตวิทยา พรรคเสรีประชาธิปไตย (จิมินโต) กับพรรครีพับลิกัน ต่างมีลักษณะที่เป็นอนุรักษนิยมเหมือนกัน แม้ว่าญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาจะมีรัฐบาลจากพรรคเดโมแครตที่มีลักษณะไม่อนุรักษนิยมเหมือนกันในปี 2009 แต่นายกรัฐมนตรียูกิโอะ ฮาโตยามา ก็ปล่อยให้โอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกาหลุดลอยไป
ผู้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกาฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็มีความแตกต่างกันก่อนการกำหนดนโยบาย จริยธรรม มนุษย์ธรรม และ ความเป็นลูกผู้ชายอย่างอาร์มิเทจ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งพรรครีพับลิกันนั้น ไม่ต้องหาในพรรคเดโมแครต แคมป์เบลล์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่เคยศึกษาในสหภาพโซเวียต เคยเรียนดนตรี และ เป็นนักการเมืองผู้มีพรสวรรค์นั้น ไม่ใช่ลักษณะของความเป็นนักกีฬาและลูกผู้ชายแบบอาร์มีเทจที่จบมาจากโรงเรียนนายเรือ
กรีน อดีตหัวหน้าอาวุโสกรมเอเชียของทำเนียบขาว เข้าใจความเป็นลูกผู้ชายจากประสบการณ์ในตำแหน่งเลขานุการสมาชิกสภาคองเกรสและเป็นนักข่าวในญี่ปุ่น บิดาเป็นเดโมแครต มารดาเป็นรีพับลิกัน เขาประกาศตัวว่าไม่มีพรรคในวัยหนุ่ม แต่ก็เลือกพรรครีพับลิกันในที่สุดด้วยความสัมพันธ์กับอาร์มิเทจที่มีความเป็นลูกผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม บทนำของวอลสตรีทเจอร์นัล ที่มีกลิ่นอายของพรรครีพับลิกันมาก ก็ยังเป็นห่วงกรณีการเคารพศาลเจ้ายาซูคูนิของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ในเชิงของผลลบเชิงยุทธศาสตร์และการป้องกันร่วมกัน ต่อเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีอาเบะมีความรู้สึกว่า “ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าการกระทำนี้จะก่อให้เกิดอะไรขึ้น แต่ก็ข่มใจไม่ได้ที่จะต้องกระทำ” (“かくすればかくなること知りながらやむにやまれぬ大和魂” สำนวนของโยชิดะ โชวอิน ผู้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อซามูไรในยุคปลายโทกุงาวา)
ถ้าหากจะดูลักษณะที่เหมือนกันแล้ว รัฐบาลเรแกนมีกรณีที่คล้ายกับแถลงการณ์แสดงความผิดหวังของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต่อกรณีการเคารพศาลเจ้าหรือไม่ละ ถ้าจะว่าไปแล้วประธานาธิบดีเรแกนก็ถูกโจมตีเหมือนกันในกรณีที่ไปเยือนสุสานทหาร Bitburg ในเยอรมนีที่ฝังทหารเอสเอสนาซีระดับสูงในปี 1985
ประธานาธิบดีไวน์เซคเคอของเยอรมันตะวันตกในขณะนั้นได้บรรยายความขอบคุณการเยี่ยมสุสานทหาร Bitburg ของประธานาธิบดีเรแกนว่า “มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเยอรมนี” ก่อนหน้านั้น 6 วัน เขายังได้ปราศรัยใจความอันมีชื่อเสียงตอนหนึ่งว่า “การปิดตาต่ออดีต ก็เปรียบเสมือนหนึ่งตาบอดต่ออนาคตเช่นเดียวกัน” รัฐบาลโอบามายังคงมีระยะเวลาอยู่ในอำนาจอีกยาวนานถึง 3 ปีเหมือนอย่างที่ถูกเสียดสีจากบทนำของไฟแนนเชียลไทม์ว่าเป็น “รัฐบาลตายซากที่มีสถิติยาวนานที่สุด” รัฐบาลอาเบะจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการผลักดันให้พันธะต่างๆ ประสบความสำเร็จเท่านั้น อันได้แก่ ปัญหาการย้ายสนามบินทหารอเมริกันที่ฝุเท็มมะ และการทำความตกลงทางเศรษฐกิจรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ถ้าทำได้เช่นนั้น ความสัมพันธ์ญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกาก็จะมีความมั่นคง แม้ว่าจะด้วยระดับที่ไม่มากนัก
วิจารณ์
บทความนี้แสดงให้เห็นได้ว่า ญี่ปุ่นก็เพียงแต่ไม่ชอบประเทศที่ตัวเองไม่ชอบ ด้วยความทรงจำที่ไม่ดีในอดีต เมื่อเป็นเช่นนี้ คงจะไม่ต้องสงสัยว่า ญี่ปุ่นคงจะไม่ละทิ้งความทรงจำจากอดีตและความทรงจำของญี่ปุ่นในอดีตก็คงมีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นความจริงอีก
คอลัมน์นี้เน้นคุณสมบัติเกี่ยวกับจริยธรรม มนุษยธรรม และ ความเป็นลูกผู้ชาย ซึ่งเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า義理。人情。浪花節的ซึ่งตามความหมายแล้ว義理。人情 = 浪花節的ซึ่งแปลตรงตัวว่า กตัญญูกตเวทิตา เมตตากรุณา แต่ผู้อ่านควรจะทราบว่า浪花節เป็นเพลงร้องประกอบพิณชามิเซ็น ซึ่ง นิยมกันมากในยุคเมจิ ยุคสงคราม และ หลังสงคราม ไปๆ มาๆ ผู้เขียนคอลัมน์นี้เน้นไปที่ความทรงจำเก่าๆ อีกทีหนึ่ง ผู้อ่านควรจะสังเกตคุณสมบัติข้างต้นด้วยว่า มันเป็นความจริงหรือไม่ที่พวกเดโมแครตไม่มีคุณสมบัติเหล่านั้น ไม่อคติไปหน่อยหรือ?
ในช่วงสุดท้าย ผู้เขียนคอลัมน์ได้เน้นความไม่แตกต่างกันของการเยี่ยมศาลเจ้าของอาเบะกับการเยี่ยมสุสานทหารนาซีของเรแกน เพียงแต่ไม่ได้พูดถึงความชอบธรรมของการทำสงครามเท่านั้น
ก็ได้แต่หวังว่า การรำลึกถึงความทรงจำในอดีตคงไม่ได้หมายความถึงการรำลึกถึงการทำสงครามหรือความอยากจะทำสงคราม
และ
คงได้แต่หวังว่าความเห็นในคอลัมน์ คาซามิโดริ เป็นความคิดเห็นของผู้ที่เขียนคอลัมน์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นตัวแทนของชาวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก









