น่าจะกล่าวได้ว่าเงินที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เที่ยวนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากรวมมิตรข่าวดีของประเทศยักษ์ใหญ่ในช่วงปลายปี 2013
ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสิ้นปี 2015 รวมถึงธนาคารกลางอังกฤษ นิวซีแลนด์ สวีเดน และ ญี่ปุ่น ที่พากันส่งสัญญาณว่าจะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว ผนวกกับการเติบโตที่ช้าลงของจีน การลดค่าเงินลงของอาร์เจนติน่า รวมถึงปัญหาการเมืองในตุรกี แอฟริกาใต้ และไทย จนทำให้นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจในภูมิภาคดังกล่าว และพากันถอนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่
คำถามที่น่าสนใจ คือ การไหลออกของเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ในขณะนี้นั้น แค่เป็นเพียงบทเริ่มต้น หรือว่าจุดเลวร้ายสุดได้ผ่านไปแล้วและจะดีขึ้นเรื่อยๆ
แม้ความจริงแล้ว หลายฝ่ายจะเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะดีขึ้นตามลำดับ ทว่าผมคิดว่าปัญหาเงินทุนไหลออกตลาดเกิดใหม่ยังไม่จบง่ายๆ โดยจากรูปที่ 1 พบว่าเงินทุนไหลเข้าของตราสารทุนในตลาดเกิดใหม่ได้ไต่ขึ้นระดับสูงสุดมูลค่า 2.2 แสนล้านดอลลาร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อปีที่แล้ว ทว่า ในขณะนี้ เงินทุนกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ได้ไหลออกจากตลาดดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอยู่ตรงประเด็นที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีตลาดหุ้นกับเงินทุนไหลเข้าออก มีอยู่สูงมาก จากรูปที่ 1 จะพบว่าอัตราส่วนระหว่างมูลค่ารวมของตลาดหุ้นต่อจีดีพีของตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่อง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐก็ดำเนินนโยบาย Tapering แบบไม่สนใจภูมิภาคนี้ จึงเป็นเสมือนสัญญาณว่าเงินทุนที่จะไหลออกจากภูมิภาคดังกล่าว ยังน่าจะคงแรงอย่างต่อเนื่อง
หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ ภาคเศรษฐกิจจริงก็น่าจะได้รับผลกระทบจนดุลการชำระเงิน ของประเทศในภูมิภาคเหล่านี้กลายเป็นปัญหาได้ ซึ่งตรงนี้ ภูมิภาคที่น่าจะได้รับผลดี ได้แก่ประเทศในภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิตาลีและสเปน
อย่างไรก็ดี การไหลออกของเงินทุนของบรรดาประเทศในตลาดเกิดใหม่มิได้เกิดขึ้นแบบเหมารวมทั้งภูมิภาค โดยประเทศที่มีอัตราส่วนระหว่างดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีมีค่าติดลบ (ด้านซ้ายมือของรูปที่ 2) จะมีโอกาสไหลออกของเงินทุนมากกว่า ซึ่งการครบกำหนดของการชำระเงินสำหรับตราสารหนี้มักจะเป็นหนี้ระยะสั้น สำหรับประเทศเหล่านี้
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของการเติบโตของสินเชื่อและการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนในบรรดาประเทศตลาด เกิดใหม่ก็ถือว่าเป็นปัจจัยในการทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนได้เช่นกัน ดังรูปที่ 3 นอกจากนี้ ความเสี่ยงทางการเมืองก็ถือได้ว่ามีผลต่อการไหลออกของเงินทุนได้เช่นกัน โดยทั้งประเทศทั้งห้าของ Fragile 5 อันประกอบด้วย บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และตุรกี ล้วนแล้วแต่มีการเลือกตั้งในปีนี้กันหมด
แม้จะมีหลายเสียง ค้านว่าบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ในปัจจุบันยังแข็งแรงกว่าเมื่อทศวรรษที่ 90 ไม่ว่าจะเป็นสำรองเงินตราระหว่างประเทศและระเบียบทางการเงินที่ล้วนมีความเข้มแข็ง ทว่าในตอนนี้ ประเทศเหล่านี้มีภูมิคุ้มกันต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ลดลง จากการที่ประเทศเหล่านี้มีจีดีพีคิดเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นจากร้อยละ 40 เมื่อปี 1997 เป็นร้อยละ 55 ในขณะที่หลายๆ ประเทศพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศตะวันตก มากกว่าอุปสงค์ในประเทศของตนเอง
ที่สำคัญ ช่วงจังหวะเวลาของประเทศสำคัญๆ ในตลาดเกิดใหม่ ณ ปัจจุบัน มีความล่อแหลมต่อการเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณสินเชื่อของทั้งจีนและบราซิลที่อยู่ในระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายๆ ปี ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ลดลงจากจุดสูงสุดอย่างน่าใจหาย รวมถึงค่าแรงที่อยู่ในระดับที่ต่ำของจีนซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันและกลยุทธ์ในทางธุรกิจก็เริ่มไม่สามารถทำได้อีกต่อไป นี่ยังไม่นับความเสี่ยงที่มองยังไม่เห็นทั้งหมดของระบบการเงินและสถาบันการเงินของจีนอีกต่างหาก
หากจะให้คาดการณ์เส้นทางของแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่เที่ยวนี้ มีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มจากตุรกีและอาร์เจนตินาโดยที่มีจีนเป็นตัวส่งผ่านความผันผวนดังกล่าวครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็น QE ของญี่ปุ่น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ








