วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับมือกับอนาคต

เราคุ้นเคยกับแนวคิด "คนเป็นศูนย์กลาง" ที่กลายเป็นนโยบายต่างๆ มากมายให้เราเห็น โดยเฉพาะด้านการศึกษา

ที่เราเห็นแนวคิดนี้ประยุกต์ใช้เป็นระบบ Child Center มานับสิบปีแต่จนถึงวันนี้เราก็ยังเห็นปัญหาเดิมๆ อยู่โดยแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความตกต่ำทางวิชาการที่เด็กไทยต้องใช้เวลาเรียนพิเศษเยอะมาก แต่กลับมีผลการสอบมาตรฐานนานาชาติหรือ PISA ที่ตกต่ำทั้งประเทศ หรือจะดูที่ครูผู้สอนก็พบว่า มีอัตราหนี้สินสูงมากจึงต้องขวนขวายทำอาชีพอื่นเสริมแทนที่จะทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่

เด็กรุ่นใหม่ก็สนใจแต่การเรียนเพื่อสอบแข่งขันมากกว่าที่จะเรียนเพื่อรู้ หรือเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขาจึงมุ่งแต่ปริญญาในสาขาที่น่าจะให้ผลตอบแทนได้ดีแทนที่จะมุ่งมั่นเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจจริงๆ ที่สำคัญทุกวันนี้ โลกการศึกษาไม่ได้มีแค่มิติในด้านวิชาการเท่านั้น แต่เรายังต้องดูเรื่องเศรษฐกิจ

โดยต้องครอบคลุมไปถึงเศรษฐกิจอาเซียนเพราะเป็นเศรษฐกิจของเราในอนาคต ระบบการศึกษาจึงต้องเป็นพื้นฐานที่จะเชื่อมกับการพัฒนาประเทศ ด้วยเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้า วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ภาคการศึกษาจะต้องรู้ว่าเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และกลยุทธ์ของประเทศในอนาคตจะพัฒนาไปทางไหน ต้องการคนอย่างไร ถ้าอุตสาหกรรมในอนาคตจะเปลี่ยนจาก Product Based มาเป็น Service Based ภาคการศึกษาก็ต้องเปลี่ยนจากการสร้างคนงานที่เชี่ยวชาญเทคนิคและการผลิต มาสู่คนรุ่นใหม่ที่เน้นองค์ความรู้เฉพาะด้าน

เพราะ Product Based ต้องการแรงงาน แต่ Service Based ต้องการ Knowledge การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องเน้นการปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต เราต้องดูอะไรที่เป็นจริง และต้องมองให้กว้างไกลกว่าแค่ว่าเราจะให้นักศึกษาเรียนและได้ปริญญาเท่านั้น

สิ่งที่คนรุ่นปัจจุบันต้องประสบอยู่ คือ ความไม่แน่นอนและความผันผวนในทุกๆ ด้าน แต่ในอนาคตเชื่อได้ว่าสถานการณ์เช่นนี้น่าจะยังคงอยู่ และอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แล้วผู้ใหญ่ในวันนี้จะสอนเด็กอย่างไรให้รับมือกับเรื่องเหล่านี้ได้ หรืออย่างน้อยให้เขารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเป็นธรรมชาติที่เขาต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุไหนก็ตาม เราต้องฝึกฝนให้เขาหมั่นเรียนรู้ สนุกกับการเรียนรู้ และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา รูปแบบการเรียนรู้ในยุคนี้ที่เน้นการเรียนรู้เรื่องราวในอดีตให้เด็กๆ เอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคตจึงหมดสมัยไปแล้ว

ในยุค Digital Speed เช่นนี้เราจึงต้องละทิ้งแนวทางเดิมๆ แล้วสร้างความพร้อมให้เขาด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เขาซึมซับโลกแห่งความเป็นจริงและปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มใหม่ๆ ได้อย่างเร็วที่สุดและปรับได้ตลอดเวลา ด้วยภาระหน้าที่ในมูลนิธิสร้างเสริมไทยทำให้ผมได้สัมผัสกับเด็กนักเรียนในชนบทเสมอ ซึ่งผมได้ถามเด็กๆ ที่โรงเรียนแทบจะไม่มีอะไรเลย แม้แต่ห้องเรียนก็เก่ามาก อุปกรณ์การเรียนการสอนก็ไม่สมบูรณ์

ขณะที่ เด็กๆ เหล่านั้นต่างมีความหวัง ความฝันไม่ว่าจะอยู่ในเมือง หรือต่างจังหวัด เด็กที่กำลังเรียนอยู่ในวันนี้ คือ อนาคตของเรา ซึ่งหากเราสร้างเด็กๆ ให้มีทักษะมีความพร้อม มีความเข้าใจอะไรที่ไม่แน่นอนก็จะข้ามผ่านไปได้ และมีความสามารถที่จะจัดการเรื่องเหล่านั้นได้

แม้สถานการณ์ในวันนี้ อาจจะทำให้รู้สึกว่าเลวร้าย รู้สึกวุ่นวาย กังวลใจ และหงุดหงิด เราอาจจะตั้งความหวังเอาไว้ว่ารุ่นลูกเราควรจะมีอนาคตที่ดีกว่าตัวเรา แต่ในความสับสนเช่นนี้ก็อาจทำให้เรามองเห็นหนทางในอนาคตได้ไม่ชัดเจนนัก

สิ่งที่เราพอจะทำได้ในวันนี้คือการเตรียมพร้อมให้เขารับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต เพื่อที่วันข้างหน้า เขาจะได้มีวิธีการจัดการที่ดีกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและอื่นๆ อีกมากมาย ให้สามารถก้าวข้ามไปได้ ซึ่งมีแต่ความเชื่อมั่น ความกล้าฝัน และความกล้าทำเท่านั้นที่จะผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จได้ และนั่นก็คือความสำเร็จของประเทศไทยในอนาคต