ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับมวลมหาประชาชน หรือ กปปส. ในขณะปัจจุบัน ถ้าจะมองว่าเหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ
ก็มองเช่นนั้นได้ แต่ท่ามกลางความเหมือนก็มีความต่างในรายละเอียดในหลายๆ พฤติการณ์ที่ไม่อาจมองข้ามได้อาทิ พฤติกรรมที่สภาผู้แทนลงมติฝ่ายร่างกฎหมายสำคัญเวลาตีสี่ พฤติกรรมที่คณะกรรมการเลือกตั้งเปิดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมัครได้ตั้งแต่เวลาตีสาม (ทั้งๆ ที่ผู้สมัครได้อยู่ในสถานที่รับสมัครตั้งแต่ตอนกลางคืน ถ้าจะสมัครตามเวลาทำการก็ทำได้) หรือการที่มวลมหาประชาชนจำนวนหลายล้านออกมาแสดงความชื่นชมกับผู้นำของกลุ่ม กปปส. ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสมกับการเป็นสยามเมืองยิ้มทั้งที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายในทางการเมือง หรือการที่หัวหน้ารัฐบาลไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีทั้งๆ ที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการบ้านเมือง ปล่อยให้เกิดการคอร์รัปชันอย่างมโหฬารและมีการต่อต้านจากประชาชนมหาศาลมากที่สุดในโลก ก็ยังยื้ออย่างสุดลิ่มทิ่มประตูที่จะยังดำเนินการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะไม่เกิดผลใดๆ กับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่เหมือนใครที่ไหนในโลก
การต่อสู้ชิงไหวชิงพริบระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายมวลมหาประชาชนที่ดำเนินมานานกว่าสองเดือน ไม่รวมถึงการต่อต้านจากกลุ่มอื่นๆ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ ทำให้นักวิชาการหลายสำนักต่างพยายามแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกและยุติความขัดแย้งด้วยวิธีการต่างๆ และมีความเห็นที่หลากหลายตั้งแต่แบบสุดขั้วว่าถึงอย่างไรก็หนีการใช้ความรุนแรงไม่ได้ จนถึงพวกที่เชื่อว่าจะไม่มีการปะทะกันแน่นอนเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นหายนะที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและไม่เป็นผลดีกับประเทศ และแน่นอนว่าในระหว่างสองสุดขั้วนี้ ก็มีอีกหลายกลุ่มมองว่าแม้ความรุนแรงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ประเด็นคือว่าจะรุนแรงอยู่ในระดับไหนและสามารถควบคุมได้แค่ไหนเพียงไร
ในทางการเมืองระหว่างประเทศ มีทฤษฎีและแนวความคิดในเรื่องความขัดแย้งอยู่หลายทฤษฎีด้วยกัน แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่น่าจะนำมาอธิบายผลของความขัดแย้งนี้ได้นั่นคือ ทฤษฎีเกมส์ (Games Theory) ซึ่งนักวิชาการด้านการเมืองระหว่างประเทศได้ใช้อธิบายความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายๆ ปรากฏการณ์ (รายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสต่อไป) ทฤษฎีเกมส์ ได้อธิบายว่าเมื่อมีความขัดแย้งในทางการเมืองอย่างรุนแรงนั้น การยุติความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้ในสองแนวทางเท่านั้น แนวทางที่หนึ่งคือเมื่อถึงที่สุดแล้วทั้งสองฝ่ายจะจบลงที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ทั้งหมดและอีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ทั้งหมด ที่เรียกว่า ผลรวมเท่ากับศูนย์ หรือ ซีโร่ ซัม เกมส์ (Zero-Sum Games) กับแนวทางที่สองคือทั้งสองฝ่ายจะพยายามหาทางออกในรูปแบบที่ประนีประนอมเพื่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติของตัวเองน้อยลง แต่ก็ยังคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งบ้างแม้ไม่ได้ทั้งหมด ที่เรียกว่า ผลรวมไม่เท่ากับศูนย์ หรือ ผลรวมแบบทางเลือกอื่น (Variable-Sum Games) และโดยที่ผลรวมไม่เท่ากับศูนย์ จึงได้เกิดทฤษฎีย่อยอีกหลายทฤษฎีอาทิ ทฤษฎีการสารภาพรับผิดของผู้ต้องหา (The Prisoners’ Dilemma) หรือ ทฤษฎีคนขวัญอ่อน หรือทฤษฎีไก่อ่อน (Game of Chicken) เป็นต้น
เมื่อพิจารณาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายมวลมหาประชาชนที่ยกระดับความเข้มข้นขึ้นทุกวันเพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลยอมแพ้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลก็ปักหลักสู้ไม่ถอย การที่จะอธิบายหาคำตอบ จึงน่าจะต้องผ่านการประเมินกำลังของทั้งสองฝ่าย และวิธีการประเมินกำลังที่น่าจะนำมาอธิบายได้คือการพิจารณาจุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาส (Opportunity) และภัยคุกคาม (Threat) ที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย หรือที่เรียกว่า สวอท อนาละซิส (SWOT Analysis) ที่ใช้วิเคราะห์กันอย่างแพร่หลายในการแข่งขันทางธุรกิจ
พิจารณาจากฝ่ายรัฐบาล จุดแข็ง (Strength) ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นจุดอ่อน (Weakness) ของฝ่ายมวลมหาประชาชน น่าจะมาจาก
1. รัฐบาลมีกองกำลังตามกฎหมายที่สามารถสั่งการได้ตามกฎหมาย
2. รัฐบาลมีพลังมวลชนจำนวนมากจากภูมิภาคที่ยังสนับสนุนรัฐบาล
3. รัฐบาลมีทรัพยากรสนับสนุนจากงบประมาณของรัฐอย่างเต็มที่
4. รัฐบาลมีที่มาจากการเลือกตั้งที่นานาประเทศให้การยอมรับ และ
5. พรรครัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากคนบางคนนอกประเทศที่ยังมีทั้งทุนทรัพย์และอิทธิพลกับประชาชนในประเทศ
จุดอ่อน (Weakness) ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งก็เป็นจุดแข็ง (Strength) ของฝ่ายมวลมหาประชาชนด้วยในขณะเดียวกัน น่าจะมาจาก
1. กองกำลังตามกฎหมายอาจไม่ดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลทั้งหมด เพราะเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งแล้วผู้กุมกำลังภาครัฐก็อาจใช้ดุลยพินิจไม่ดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลได้
2. พลังมวลชนแม้จะมีจำนวนมาก แต่พลังผลักดัน มีไม่มาก ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนเป็นชาวต่างจังหวัด มีสภาพเศรษฐกิจครอบครัวที่ไม่แข็งแรง อีกทั้งมีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ ที่เกิดความเสียหายถึงบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ถึงกับมีการประกาศว่าไม่คุ้มกับการออกมาต่อสู้เพื่อฝ่ายแกนนำ (ที่พาคนมาตาย) พลังมวลชนเหล่านี้น่าจะอ่อนลงมาก
3. ทรัพยากรของรัฐมีมากจริงแต่ถูกกดดันจากประชาชนและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสกัดกั้นไม่ให้นำมาใช้ เพราะการใช้ทรัพยากรของรัฐบาลไม่ได้นำมาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการของรัฐบาลเช่นโครงการรับจำนำข้าวเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความล้มเหลวที่ไม่สามารถให้อภัยได้ ก่อให้เกิดการคอร์รัปชันโกงกินอย่างมากมาย และประชาชนเกษตรกรชาวนาได้รับประโยชน์น้อยมาก ไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่เท่าที่ควร
4. การเลือกตั้งที่นำมาซึ่งเสียงส่วนใหญ่ถูกอธิบายว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่มีความโปร่งใส มีการซื้อสิทธิขายเสียง ครอบงำให้ประชาชนมาออกเสียงลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งอย่างเป็นกระบวนการในหลายรูปแบบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นกระบวนการเลือกตั้งที่มิชอบ
5. การสนับสนุนจากบุคคลที่มีอิทธิพลในพรรครัฐบาลย่อมมีข้อจำกัด การต่อสู้อันยาวนาน และการใช้อำนาจเงินเป็นหลักไม่สร้างความแน่นอนที่จะทำให้จบเกมอย่างผู้ชนะ และพลังนี้นับวันจะลดน้อยถอยลง อย่างน้อยที่สุดก็ไม่น่าจะเพิ่มมากขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับโอกาส (Opportunity) ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งก็เป็นภัยคุกคาม (Threat) ของฝ่ายมวลมหประชาชนด้วย อาจอธิบายได้จาก
1. โอกาสที่จะชนะในเกม และสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านโดยรอบในอาเซียน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา โดยเฉพาะกัมพูชา ซึ่งสามารถยุติความขัดแย้งทางชายแดนและสามารถสร้างการค้าชายแดนได้อย่างคึกคักทดแทนการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกที่ถดถอยลง
2. ได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศที่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งเป็นหลัก ทำให้ไม่ได้รับการขัดขวางจากประเทศคู่ค้าเหล่านั้น ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็อาจมีปัญหาในทางการค้าการลงทุนกับหลายประเทศที่ถือหลักการว่าคู่ค้าต้องเป็นประชาธิปไตยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเท่านั้น
3. โอกาสที่จะสร้างความมั่นคงในทางการเมืองด้วยนโยบายที่ต่อเนื่องจากการที่มีรัฐบาลมาจากพรรคการเมืองหลักเป็นเวลานาน และถ้าสามารถผ่านอุปสรรคนี้ได้ ก็จะทำให้พรรครัฐบาลสร้างเสริมความแข็งแกร่งจากประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น และโอกาสที่จะถูกฝ่ายต่อต้านล้มล้างจะลดน้อยลง
4. โอกาสที่จะสร้างความมั่นคงทางสังคม ถ้าประชาชนเห็นชอบว่าเป็นนโยบายทางสังคมที่ให้ความมั่นคงกับประชาชนอย่างแท้จริง ก็เท่ากับเป็นการยกระดับมาตรฐานทางสังคมให้ชาวชนบท เป็นการลดช่องว่างทางสังคม และทำให้ประชาชนทั้งประเทศสามารถเข้าใจสังคมของประเทศในแนวทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมากขึ้น
5. โอกาสที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ เพราะถ้าประชาชนระดับล่างมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้นและทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีเพื่อใช้ในงบประมาณแผ่นดินได้มากขึ้น
ภัยคุกคาม (Threat) ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งก็เป็นโอกาส (Opportunity) ของฝ่ายมวลมหาประชาชนด้วย คือ
1. ในขณะที่รัฐบาลมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศรอบบ้าน แต่ประเทศเหล่านั้นก็กำลังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและไม่ต้องการอยู่ภายใต้การครอบงำของประเทศไทย บางประเทศได้ก้าวรุดหน้าเช่น เวียดนามและกลายเป็นคู่แข่งทางการค้าโดยเฉพาะการค้าข้าวซึ่งสามารถส่งข้าวออกได้มากกว่าประเทศไทยแล้ว ขณะเดียวกันก็มีความไม่แน่นอนกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัมพูชา ซึ่งถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมาก ก็อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพิเศษกับรัฐบาลไทยในขณะนี้ได้
2. การที่คาดหวังว่ารัฐบาลประเทศที่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งจะสนับสนุนตลอดไปอาจไม่แน่นอน เพราะทุกประเทศจะประเมินสถานการณ์ความได้เปรียบเสียเปรียบของทั้งสองฝ่าย และเมื่อต้องมีการตัดสินใจ ทุกประเทศจะตัดสินใจโดยขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของประเทศ (National Interest) ของประเทศเขาเป็นหลัก ไม่มีหลักประกันอะไรที่เชื่อว่าเขาจะสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลในทุกเวลา
3. ภัยคุกคามทางการเมืองเป็นสิ่งเห็นชัดว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร ก็ยากที่จะได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง และแม้ฝ่ายรัฐบาลสามารถผ่านอุปสรรคจากการขัดขวางในรูปแบบต่างๆ ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ความแตกแยกจะยังคงมีต่อไป ความมั่นคงของประเทศจะไม่เต็มร้อย การเมืองไทยจะเต็มไปด้วยเกมการเมืองในทุกรูปแบบ การเมืองจะอ่อนแอ เกิดความผุกร่อนทางการเมือง (Political Decay) จากการคอร์รัปชันที่ไม่ได้รับการแก้ไข และอาจกลายสภาพเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น การฟื้นตัวคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
4. ภัยทางสังคม จะเกิดขึ้นอย่างมาก เพราะถ้ารัฐบาลอยู่ต่อไปจะเท่ากับตอกย้ำว่าการคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ทุกคนจะเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตจากการสร้างฐานะทางสังคมแบบคนดีเป็นการแก่งแย่งใครมือยาวสาวได้สาวเอา เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่วาดหวังจะเป็นช่อสะอาดก็เกิดขึ้นไม่ได้ ในที่สุดก็จะเกิดความขัดแย้งทางสังคม กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ไม่มีคนให้ความสำคัญกับกฎระเบียบสังคมที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
5. ภัยทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับภัยทางการเมืองและภัยทางสังคม ด้วยในที่สุดแล้วประชาชนที่ต้องการจะยกฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัวก็จะต้องเดินรอยตามกระแส ไม่อาจฝ่าฝืนกระแสหลักได้ ต่างประเทศก็จะถอนตัวจากการทำธุรกิจและการค้าขายกับประเทศไทย ประเทศที่ยอมคบหาด้วยก็จะหวังแค่กอบโกยในระยะสั้นประเทศที่จะคบหาในระยะยาวก็คงเป็นประเทศที่ยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงเพราะมีความจำเป็นหรือมิฉะนั้นก็เป็นประเทศที่มีลักษณะการบริหารจัดการประเทศแบบเดียวกัน แต่ก็จะมีน้อยลงเพราะไม่สอดคล้องกับนานาประเทศส่วนใหญ่ ในที่สุดก็อาจจะถูกโดดเดี่ยว เป็นประเทศที่มีความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับใครเลย
สิ่งที่พยายามอธิบายในบทความนี้คงไม่สามารถตอบคำถามว่าระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายมวลมหาประชาชนว่า ใครดีกว่าใคร และใครจะชนะ เพราะขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น เพราะถ้าเป็นความไม่พอใจของประชาชนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ นั่นคือโอกาสที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าสงครามใต้ดินขึ้นได้ รัฐบาลจึงพึงควรสังวรไว้ว่าชัยชนะที่แม้ได้มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความชอบธรรมอย่างแท้จริง ความเคียดแค้นชิงชังจะไม่มีทางหมดไป เพียงแต่จะรอวันปะทุวันหนึ่งวันใดในวันข้างหน้าเท่านั้นเอง









