ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน : ASEAN) มีข้อตกลงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
หนึ่งในประเด็นสำคัญในข้อตกลงดังกล่าวคือการเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพ (แรงงานมีทักษะ) ซึ่งเป็นความพยายามให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้นโดยเบื้องต้นตามข้อตกลงดังกล่าว มีการอนุญาตให้แรงงาน 7 สาขาวิชาชีพ อันได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ และ นักบัญชี (ประกอบกับอาชีพในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว) สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยอิสระในกลุ่มประเทศอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงความตกลงในภาพกว้างของการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากวิชาชีพที่มีการอนุญาตให้เคลื่อนย้ายนั้น มีข้อกำหนด กฎระเบียบ และข้อจำกัดในการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทำให้มีการคาดการว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบให้เห็นเป็นรูปธรรมภายในระยะสั้นแต่ในระยะยาวแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจำลองเหตุการณ์ด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานมีทักษะจะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคในประเทศที่มีการสะสมทุนค่อนข้างมาก แต่อาจส่งผลกระทบทางลบ ต่อกลุ่มประเทศที่มีการสะสมทุนน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ
ประเทศที่ดูเหมือนจะได้รับผลบวกต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากแบบจำลองดังกล่าวได้แก่ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย ในขณะที่ประเทศเช่น เมียนมาร์ กัมพูชา และ ลาวนั้น ได้รับผลเชิงลบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หากมีการอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานมีทักษะระหว่างประเทศ หากแต่เมื่อมองผลได้เชิงสวัสดิการสังคมแล้ว การเคลื่อนย้ายแรงงานมีทักษะจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสวัสดิการสังคม อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของสวัสดิการสังคมจะมีมากในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเปรียบเทียบ และเพิ่มขึ้นน้อยกว่าในกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำกว่า
เป็นที่ทราบกับดีว่า ในกลุ่มประเทศอาเซียนเอง แรงงานด้อยทักษะ (Unskilled Labor) มีจำนวนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับแรงงานที่มีทักษะ ดังนั้น แม้การอนุญาตให้แรงงานมีทักษะเคลื่อนย้ายจะส่งผลไม่มากนักต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีจำนวนที่จำกัด กฎระเบียบที่แตกต่าง และมาตรฐานที่ไม่เหมือนกันระหว่างประเทศ หากจะมองถึงแนวโน้มในอนาคต การเคลื่อนย้ายแรงงานดูเหมือนจะไม่จำกัดอยู่เพียงแรงงานมีทักษะ อันเนื่องมาจากสภาวะขาดแคลนแรงงานดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดแนวโน้มดังกล่าวคือการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร ที่แม้จะเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือประเทศไทย และหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เป็นต้น กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้กำลังแรงงานมีจำกัดยิ่งขึ้น
จากแนวโน้มดังกล่าว หากพิจารณาถึงการอนุญาตเคลื่อนย้ายแรงงานด้อยทักษะที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคมีทิศทางที่ไม่ต่างกับกรณีแรงงานวิชาชีพ กล่าวคือ ประเทศที่สะสมทุนมาก ซึ่งมักจะเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากกว่า จะได้ประโยชน์สูง-ต่อการอนุญาตให้เคลื่อนย้ายแรงงานดังกล่าว ในขณะที่ประเทศที่สะสมทุนน้อยกว่า และมีการระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจน้อยกว่า จะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์น้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ หรือถึงกับเป็นประเทศที่เสียประโยชน์ โดยขนาดของผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีมากกว่าผลที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานเฉพาะที่มีทักษะอย่างแน่นอน
สำหรับประเทศไทยเอง หากพิจารณาค่าคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจมีขนาดไม่มากนักเมื่อเทียบกับผลกระทบคาดการณ์ที่จะเกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานด้อยทักษะ หากแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อรายได้ประชาชาติให้เห็น นอกจากนี้ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่าแรงงานไทยนั้นมีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าแรงงานชาติอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งนี่เป็นจุดแข็งหนึ่งที่หากสามารถใช้ประโยชน์เพื่อวางกรอบการพัฒนาแรงงานได้ แรงงานไทยจะเป็นกำลังสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในอนาคต
จากแนวโน้มข้างต้น การวางกรอบแนวนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยคำนึงถึงแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นทิศทางของนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวนั้น นอกเหนือจากการสนับสนุนการสะสมทุน ทั้งในรูปแบบของทุนประกอบการ และทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีการดำเนินการอย่างแน่นอนแล้วนั้น การวางกรอบกฎระเบียบเพื่อรองรับแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานด้อยทักษะ ที่น่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ การส่งเสริมศักยภาพของแรงงานในทุกระดับ เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาษา หรือทางด้านทักษะในวิชาชีพเอง มีความจำเป็นอย่างมากในอนาคต เพื่อลดความเป็นไปได้ในการพึ่งพิงแรงงานวิชาชีพจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ด้วยศักยภาพที่มี แรงงานไทยสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษาและจัดอบรมได้เป็นอย่างดี หากมีบุคลากรที่มีคุณภาพ
ดังนั้น การก้าวเข้าสู่ AEC แม้ด้วยตัวของข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานเองจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากนักในระยะสั้น หากแต่ข้อตกลงดังกล่าวน่าจะเป็นแรงกระตุ้น และผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มพูนคุณภาพของแรงงานไทยให้สามารถรองรับและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต









