วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวสู่ศักราช Internet of Things เมื่อสิ่งของบอกคุณได้

หากอุปกรณ์และหลายสิ่งในโลกสามารถบอกเราได้ว่าร้อนเกินไป หนาวเกินไป ถึงเวลาใส่วัตถุดิบเพิ่มแล้ว

จอดรถได้ที่ไหนหรือคุณใช้รถใช้ถนนอย่างไร คงเปลี่ยนชีวิตประจำวันและการใช้ข้อมูลรอบตัวเราไปตลอดกาล

ดิจิทัลในวันนี้กำลังพาคุณก้าวเข้าสู่นวัตกรรมแห่งอนาคตที่เรียกว่า "Internet of Things " หรือไอโอที ที่สิ่งของและอุปกรณ์เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน (Connected Devices) ผ่านอินเทอร์เน็ต ข้อมูลถูกจัดไว้ในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง และสามารถควบคุมการทำงานผ่านแอพหรือเว็บไซต์

ควอลคอม บริษัทผู้ผลิตชิพสำหรับอุปกรณ์มือถือรายใหญ่ของโลกได้แถลงในงานแสดงสินค้า Consumer Electronics Show (CES) ที่ลาสเวกัสเมื่อต้นเดือนม.ค.ว่า มองเห็นโอกาสในการขยายการผลิตชิพ จากกลุ่มสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวส์ไปยังชิพในกลุ่มอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ตัวอย่างของอุปกรณ์ในครัวเรือนเหล่านี้ ได้แก่ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศและสัญญาณกันขโมย

เป็นความชาญฉลาดขององค์กรที่เล็งเห็นว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นตลาดใหม่ที่ขับเคลื่อน Internet of Things อย่างแน่นอน เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดจำเป็นต้องมีโปรเซสเซอร์เพื่อประมวลผล ทำให้ตู้เย็นบอกเราให้ซื้อไข่ไก่เพิ่ม หรือเครื่องปรับอากาศ รู้ว่าเราอยู่จุดใดในบ้าน และปรับอุณหภูมิเองโดยอัตโนมัติ และคงไม่ต้องแปลกใจที่อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device) อย่างสมาร์ทวอชท์ หรือกำไลข้อมือจะให้ข้อมูล และสื่อสารกันเองหรือกับรถยนต์ของเราในอนาคต

โอกาสใหม่ของธุรกิจ
เมื่ออุปกรณ์เริ่มสื่อสารหรือส่งข้อมูลถึงกัน หรือที่เรียกกันว่า "Machine-to-Machine (M2M) Communication" จึงสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ กสิกรรม เทคโนโลยีและสุขภาพอนามัย โดยบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายซิสโก เชื่อว่าในปี 2558 จะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตถึง 25 ล้านชิ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านชิ้นในปี 2563 ซึ่งมีการประมาณมูลค่ากว่า14 ล้านล้านดอลลาร์ให้กับอุตสาหกรรมด้านนี้
นอกจากอุปกรณ์ที่เป็นส่วนสำคัญ ระบบเครือข่ายและซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล และระบบสโตร์เรจเพื่อจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ก็นับเป็นธุรกิจที่ความจำเป็นและมีแนวโน้มจะเติบโตอีกมาก โดยในปี 2555 อุตสาหกรรมสโตร์เรจหรือฮาร์ดแวร์ที่ใช้เก็บข้อมูลมีรายได้กว่า 1,830 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,280 ล้านดอลลาร์ในปี 2560

กูเกิลขยับตัวสู่สมาร์ทโฮม
กูเกิล เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ ที่สร้างข่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงการขยายธุรกิจเข้าไปยังอุตสาหกรรมมือถือ สมาร์ทโฟน รถยนต์ไร้คนขับ กูเกิลกลาส หุ่นยนต์ ล่าสุด ได้ทุ่มเงินมากถึง 3,200 ล้านดอลลาร์ เข้าซื้อกิจการ "เนสท์แลบส์" (Nest Labs) ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ และเครื่องตรวจจับควันในอาคารและครัวเรือน จากนายโทนี่ ฟาเดลล์ ดีไซเนอร์คนสำคัญผู้เคยสร้างชื่อจากไอพอดของค่ายแอ๊ปเปิ้ลมาก่อน

จุดเด่นของเนสท์คือ ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้อาศัยในอาคาร เพื่อจัดเก็บไว้ในระบบคลาวด์ สำหรับนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูล เนสท์นับเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ด้าน Internet of Things ขั้นแนวหน้า โดยประมาณว่าเนสท์จะสามารถจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิได้เดือนละ 85,000 ชิ้น จึงเชื่อได้ว่าการที่กูเกิลลงทุนจำนวนมากกับเนสท์แลบส์ในครั้งนี้ ก็เพื่อรองรับแผนการเชื่อมอุปกรณ์และทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ตั้งแต่โทรศัพท์พื้นฐาน ไปจนถึง อุปกรณ์สวมใส่ และบ้านอัจฉริยะ คงต้องติดตามกันว่ากูเกิลจะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาให้กับผู้บริโภคอย่างไร

สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงานทุกวันไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความ ค้นหาข้อมูล อ่านบทความ ติดตามข่าว หรือทำธุรกรรมออนไลน์ เราแล้วคงเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า "อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนทุกสิ่ง" ที่ได้ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนได้มากมาย

วันนี้อินเทอร์เน็ตกำลังขยายบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คน เป็นช่วงเวลาของการก้าวย่างสู่ศักราชใหม่ของอินเทอร์เน็ตที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยการเชื่อมต่อของทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ธุรกิจจึงต้องรับทราบและเตรียมรับมือกับโอกาสหรือความท้าทายใหม่นี้