"จะจบอย่างไร บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอาอย่างไร ลาออกหรือไม่ กำนันสุเทพ จะเอาแบบไหน?"
กลายเป็นคำถามยอดฮิต ไปไหนมาไหนมีแต่คำถามอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจระดับซีอีโอใหญ่ๆ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งนักการเมืองด้วยกันเอง ยังมีแต่คำถามที่หาคำตอบให้ไม่ได้ ถามไถ่กันเป็นระยะๆ นั่งถามตัวเองอยู่เหมือนแล้วมันจะจบลงอย่างไร? บ้านนี้เมืองนี้
ยิ่งเห็นเวทีการหารือที่รัฐบาลพยายามเชื้อเชิญทุกภาคส่วนเข้าร่วม ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ เมื่อวานนี้ เพื่อจะหาทางออกข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประเด็น"เลื่อนวันเลือกตั้ง"มีนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะ ตั้งความหวังไว้ถึง 70 องค์กร เกิดอะไรขึ้นผู้คนที่เข้าร่วมครั้งนี้ ดูเหมือนหนักไปทางพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมือง ที่ไม่ค่อยจะคุ้นหน้าคุ้นตาสักเท่าไหร่ น่าจะมีอยู่ 37 พรรคการเมืองจากที่เชิญไป 54 พรรค ส่วนที่เหลือก็หน้าตาเดิมๆ เป็นหัวหน้าส่วนราชการ และเลขาธิการกกต.
หลายองค์กรปฏิเสธที่จะเข้าร่วมคงมองไม่เห็นว่า การเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หากดันทุรังผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นเวทีหารือรอบนี้ น่าจะเป็นเพียงการหา"ความชอบธรรม"เดินหน้าเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ใช่หรือไม่ เสียงสนับสนุนที่ออกมาให้เดินหน้าเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะกลุ่มที่ไปส่วนใหญ่มีอาการอยากให้เลือกตั้งอยู่แล้วโดยเฉพาะพรรคการเมือง ที่ล้วนแล้วแต่ส่งผู้สมัครไปแล้วทั้งสิ้น เรียกว่ามีการลงทุนไปแล้วนั่นเอง
ส่วนหัวหน้าส่วนที่เหลือไม่ต้องพูดถึงเพราะอยู่ในสภาพ"เสือคล้อย"อยู่แล้ว
อีกด้านหนึ่งของเวทีครั้งนี้ น่าจะเรียกว่า”สมประโยชน์”ก็ไม่ผิด เพราะการที่รัฐบาลเจ้าภาพเปิดเวทีหารือก็เพื่อที่จะหา”แนวร่วม”ก่อนจะโยนลูกกลับไปหากกต. จัดการเรื่องเลือกตั้งอีกครั้ง
มติที่ออกมาไม่รู้ว่าจะเป็นการจุดชนวน หรือเติมเชื้อการต่อต้านรัฐบาลขึ้นมาอีก เห็นมติที่ออกมาให้เดินหน้าเลือกตั้ง เท่ากับเมินกระแสต่อต้านโดยสิ้นเชิง นั่นหมายถึงว่ารัฐบาลกำลังประกาศตัวเดินเกมชนกับกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่ โดยไม่สนใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องหรือขับไล่อย่างไร
ยิ่งนายกฯยิ่งลักษณ์ ออกมายืนกรานบอกรัฐบาลไม่มีอำนาจเลื่อนการเลือกตั้ง ต้องทำตามพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ออกไปทางท้าทายด้วยซ้ำทำนอง"ถ้าไม่อยากให้รัฐบาลนี้เข้ามามีอำนาจบทบาท ก็กรุณาใช้สิทธิของประชาชนมาตัดสิน"
อาการของนายกฯยิ่งลักษณ์ นับวันดูจะก้าวร้าวแบบ"หมูไม่กลัวน้ำร้อน" เข้าไปทุกที กอดกฎหมายเดินหน้าเลือกตั้งอย่างเดียว
ถามว่าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง การประท้วงมันจะไม่ยิ่งลุกลามหรืออย่างไร การเผาทำลายหน่วยเลือกตั้ง จะไม่เกิดขึ้นหรือ หากเป็นอย่างนี้ รัฐบาลก็ยังมีปัญหาความชอบธรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะต้องใช้งบประมาณหรือภาษีประชาชนไปใช้เลือกตั้งอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ
มีการประเมินกันว่า การที่รัฐบาลดันทุรังให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เท่ากับเป็นการเพิ่มดีกรีความรุนแรงเกิดขึ้นใช่หรือไม่ เพื่อจะนำไปสู่"การปฏิวัติ"อย่างนั้นหรือ เพื่อหวังผลอะไรบางอย่างที่จะตามมา ยิ่งกว่าชัยชนะของการเลือกตั้งใช่หรือไม่
ว่ากันว่า เมื่อไม่นานมานี้นายกฯยิ่งลักษณ์ เองก็ถึงขั้นท้าทายบอกให้"ทหารปฏิวัติไปเลย หรือไม่จับตัวเขาไปเลย จะไม่หนีไปไหน"อีกรอบ แต่ทหารไม่ต้องการทำตามข้อเรียกร้อง เพราะยังมองไม่เห็นเหตุและผล ที่ต้องทำการปฏิวัติ เพียงแค่บอกให้ยิ่งลักษณ์กลับไปคิดเสียใหม่
แน่นอนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นวันนี้ ทหารคงประเมินแล้วว่า เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุม การที่ทหารจะเข้ามาจัดการจะด้วยวิธีการใด คงไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่หากสถานการณ์บ้านเมืองเลวร้าย มีการก่อจลาจล มีผู้คนล้มตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะเป็นบทบาทหน้าที่ทหารโดยตรง แต่ในภาวะอย่างนี้ "ถอยห่าง" น่าจะปลอดภัยกว่า









