วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มากกว่า CSR

ไม่ช้าที่จะสวัสดีปีใหม่ ปี 2557 มายังทุกๆ ท่านนะคะ เป็นปีม้าที่มิตรสหายต่างอวยพรกันว่าให้มีความคึกคักดุจอาชาไนย มีชีวิต ชีวา

ดิฉันเชื่อว่า คนไทยทุกคน ก็หวังเช่นกัน แม้จะมีเรื่องกรุ่น กรุ่น อยู่รอบตัวก็ตาม

ดิฉันปิดต้นฉบับลงในยามที่ภาวการณ์ของตลาดหุ้น ปรับตัวลงทั้งกระดาน จะเป็นเหตุกังวลใจ จะเป็นภาวะปกติหลังกลับจากเทศกาลปีใหม่ ก็ล้วนเป็นเหตุได้ทั้งสิ้น

การลงทุนในยุคนี้ นักลงทุนมองกว้าง ขยันหาข่าว หาข้อมูลอยู่แล้ว อยากให้ไกลกว่านั้น ก้าวสายตาข้ามไปยังแนวโน้มของโลกการลงทุน ที่มีอีกมิติที่กระโดดเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ เป็นยุคที่สิ้นสุดลงของการแสวงหากำไรสูงสุด ด้วยเหตุผลสั้น เข้าใจง่ายว่า ธุรกิจจะเดินหน้าได้อย่างไร หากอยู่ท่ามกลางสังคมที่ล้มเหลว ดังนั้น ภาคธุรกิจ ควรหันกลับมาแบ่งปันให้กับสังคมด้วย

เป็นกระแสของชาวโลก ที่ดังและแข็งแรงมากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อมีการรณรงค์ให้ภาคธุรกิจ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่กลายเป็นเกณฑ์ของการคบหา ค้าขายกันทั่วโลก แถมยังกลายเป็นเงื่อนไข ไม้ตามที่คู่ค้านำมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อแสดงภาพพจน์อันดี กับแบรนด์ของสินค้านั้นๆ ที่จะประกาศว่าตัวเอง แคร์สังคม และกลายเป็นความยั่งยืน ของการค้าขาย รวมทั้งเป็นความแตกต่าง ที่โดดเด่นของสินค้านั้นซะด้วย

ยิ่งเป็นบริษัทมหาชน ยิ่งต้องมีการแสดงออกอย่างเปิดเผย เป็นภาพพจน์ที่ดีของบริษัทและภาพรวมของประเทศ งานนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับเป็นเจ้าภาพ และเริ่มมีการ มอบรางวัล ในแนวทางการรับผิดชอบต่อสังคม ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และจัดตั้งสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม-Corporate Social Responsibility Institute : CRSI ขึ้นในปี 2551 อันเป็นหน่วยงานหลัก ดูแลเรื่องการให้ความรู้ ให้ข้อมูลและมอบรางวัล เติมกำลังใจให้กัน

มองไป เหมือนการกระตุก กระตุ้นให้ภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายการแสวงหากำไร ได้หยุดคิดสักนิด ในการใช้ทรัพยากรทุกประเภท มาเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้ตัวเอง มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน ต้องแบ่งปัน ต้องลดช่องว่าง ระหว่าง คนรวย-คนจน ให้แคบลง แต่จิตใจสูงขึ้น

เชื่อว่าหากมีใจ ทุกคนทำได้ สถาบันฯ นี้ เขามีหลักสูตร ในการให้ความรู้ ให้เข้าใจแนวคิด ส่วนภาคปฏิบัติ นำไปประยุกต์ใช้งานกันได้เอง ตามความเหมาะสมของแต่ละคน ที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของคนในองค์กร การสื่อสารระหว่างกัน เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจ ย่อมเกิดความร่วมมือ เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติมาก

เวลาผ่านไป การรับผิดชอบต่อสังคม แพร่กระจาย กลายเป็นวัฒนธรรมการทำดี ที่หากฝังลงไปในใจ น่าจะเป็นเรื่องดี และดีมาก ท่ามกลางสังคมทุนนิยมที่ทำให้โลกน่าอยู่น้อยลง แต่มุมนี้เป็นมุมสวนกลับที่น่าชื่นชม

หลายคน อาจคิดว่า ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ดูว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต คิดแล้วเกินเอื้อม แต่ในความเป็นจริง เป็นหลักพุทธ ที่ง่ายมาก คือ การคิดดี ทำดี เท่านั้นเอง ไม่จำเป็นที่จะคิดอะไรใหญ่โต ต้องออกตัวไปทำกิจกรรมนอกองค์กร หรือคิดโครงการที่ซับซ้อน ผู้บริหารองค์กรหลายแห่ง ออกมาเล่าประสบการณ์ แชร์ความคิด ตามที่พวกเขา เข้าใจและลงมือทำมาแล้ว เล่าว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในองค์กรของคุณๆ นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องที่คิดแยกออกมาเลย ทำให้เป็นเนื้อเดียวกับงาน เรื่องว่า CSR in Process คืออยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้ไม่ยาก

ที่เล่ามานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ใช่ไหมคะ เป็นเรื่องที่เราได้ยิน ได้ฟังมามากแล้ว บางครั้งคิดไปว่า มันเป็นแฟชั่น ผิวๆ ที่ต้องพูด ต้องคุย ไม่งั้นจะเชย ตกเทรนด์ แต่วันนี้มีการพัฒนาไปอีกขึ้นแล้วนะคะ ว่ากันว่า เมื่อทำได้แล้ว จะส่งผลให้องค์กร มีระยะยืนได้อย่างยาวนาน เรียกเป็นภาษาสวยๆ (อีกแหละ) ว่า เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน-Sustainability หรืออยู่นานนับร้อยปี เหมือนคนที่มีอายุยืนขึ้น-ตายช้าลง-โรคภัยไม่เบียดเบียน แนวคิดเดียวกันเลยล่ะ

ถามต่อนะ แล้วเกี่ยวอะไรกับ นักลงทุนล่ะ… เกี่ยวซิคะ เวลาเราเลือกคบเพื่อน เราเลือกคนดี ที่จะคบใช่ไหม เลือกซื้อหุ้นก็เหมือนกัน ดิฉันเชื่อว่า นักลงทุนเอง ก็อยากแสวงหาหุ้น “ตัวดีๆ” ที่ต้องชะโงกหน้าไปมองผู้บริหารด้วย นอกเหนือจากมอง ผลการดำเนินการที่เฉียบคม กำไรงาม ปันผลแยะ ที่ต้องบวกกับอุปนิสัยผู้บริหาร นโยบายที่เอื้อเฟื้อต่อสังคม เป็นคนดีเสมอต้น เสมอปลาย เจอหุ้นแนวนี้ รักตายเลยล่ะ

เรื่องนี้ ก็มองไม่ง่าย อย่างน้อยที่สุด ปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยท่านได้ คือ มองทะลุลงไปว่า บริษัทนั้น ได้รับรางวัล จากสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม บ้างไหม เพราะจะถูกคัดกรองมาแล้ว นอกจากนั้น ยังมีการมองอีกหลายด้าน อย่างด้านธรรมาภิบาล และอื่นๆ

การลงทุนในยุคนี้ นักลงทุน ต้องมีตาสับปะรด มีหลายปัจจัยที่ต้องมอง มีเรื่องมากมายที่ต้องคิด ตรอง ตัดสินใจ มากกว่า CSR ยังมีอีกหลายเรื่อง เลย ใช่ไหมคะ…