ไม่ว่าผลการประท้วงเรียกร้องต่อต้าน ระบอบทักษิณ ครั้งนี้ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมไทยอย่างไร
สิ่งที่เกิดขึ้นกับปรากฏการณ์ของผู้คน ที่ออกมาแสดงจุดยืนร่วมกันรอบนี้ คือ การสร้าง “ภูมิต้านทานแห่งความสำนึกทางการเมือง” ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
คำว่า “สภาประชาชน” หรือ “รัฐบาลของประชาชน” จะมีความหมายในทางปฏิบัติอย่างไร ยังไม่มีใครบอกได้ แม้ว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นคนประกาศข้อเสนอนี้เอง ก็ยังไม่อาจจะบอกกล่าวกับคนไทยทั่วไปว่าจะบรรลุเป้าหมายเช่นนั้นอย่างไร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีการใด
แต่ที่แน่นอนก็คือว่าคนไทยได้ตื่นขึ้นจากความเชื่อเก่าๆ แล้วว่า “เมื่อพรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากในสภา ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจเช่นนั้น ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องรอไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า”
วันนี้ คนไทยที่ลุกขึ้นมารวมตัวกันแสดงจุดยืนร่วมกันว่าจะไม่ยอมรับการทำหน้าที่ของนักการเมืองที่ฉ้อฉล หรือระบบรัฐสภาที่เสียงข้างมากสามารถทำอะไรที่ผิดทำนองคลองธรรมได้หน้าตาเฉยอีกต่อไป
นี่คือ จุดผันเปลี่ยนที่มีความหมายสำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้คนไทยเลิกฟังแต่เพียง “วาทกรรม” ของฝ่ายต่างๆ แล้วหันมาถามหาเนื้อหาและ "สาระ" แห่งประชาธิปไตยมากขึ้น
"สาระ" ที่ว่านี้ คือ การถกแถลงถึงเนื้อหาของการปกครอง คอร์รัปชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน ประชานิยม นอมินี สภาผัวเมีย การเมืองเรื่องญาติพี่น้องต่างๆ เป็นต้น
ใครๆ ก็ใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ได้ และใครๆ ก็อ้าง “ประชาชน” ได้ แต่นั่นคือวิธีการของนักเลือกตั้งที่เอามาใช้กลบเกลื่อนการทำงานของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายในการสร้างชาติให้เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเลยแม้แต่น้อย
คำว่า “นิติรัฐ” และ “ความชอบธรรม” กลายเป็นวลีที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคำว่า “ประชาธิปไตย” เพราะหากเราอ้างว่าผลการเลือกตั้งกำหนดว่าใครมีอำนาจการปกครองมากกว่ากัน แต่เมื่อการใช้อำนาจนั้นขาดความชอบธรรม และไม่ให้ความสำคัญของเสียงข้างน้อยแล้ว “ความชอบธรรม” ก็สลายหายไป
และสังคมก็จะเป็นง่อย ความขัดแย้งจะเข้ามาแทนที่ความสมานฉันท์
ผมจึงเห็นการ “ลุกขึ้นแสดงจุดยืนร่วมกัน” ของคนไทยจำนวนมหาศาลครั้งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย เพราะนั่นย่อมแปลว่าสังคมไทยมี “ภูมิต้านทาน” สำหรับคนไทยธรรมดาๆ เกิดขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม...ชัดเจนยิ่ง
เมื่อผู้คนลุกขึ้นระดมความคิด เพื่อร่าง “พิมพ์เขียวประเทศไทย” เพื่อลุกขึ้นและก้าวต่อไปพร้อมๆ กันใหม่ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด พร้อมจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่เป็น “สาวก” ของนักปราศรัยสาธารณะใด เน้นเนื้อหามากกว่าลีลาและวาทะ เราย่อมมีความหวังต่ออนาคตของประเทศ
คำว่า “ภูมิต้านทานทางการเมือง” ของคนไทย หมายถึง การที่จะไม่ถูกเชื้อโรคร้ายโจมตีได้ง่ายๆ แม้จะมีความแปรปรวนทางการเมืองบ้างในบางครั้ง บางขณะ แต่คนไทยก็จะไม่ตกอยู่ในภาวะแตกตื่น หรือหลงละเลิงจนป่วยไข้ซึมเศร้าสิ้นหวัง อย่างที่เราเห็นมาช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ภูมิต้านทานนี้ มาจากข้อมูลข่าวสารและการวิเคราะห์รอบด้าน และการตระหนักของพลเมืองไทยทุกคนเป็นครั้งแรก ว่า ทุกสมาชิกของสังคมไทยล้วนมีพลัง และความหวังที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้
ภูมิต้านทานนี่แหละ จะทำให้คนไทยสามารถนั่งลงถกแถลงหาทางออกร่วมกันได้ โดยไม่ต้องรอให้ใคร “กดปุ่ม” สั่งการ ไม่ว่าจะเป็นคนแดนไกล คนใกล้ตัว คนถืออาวุธ หรือนักปลุกระดมของค่ายต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง
เพราะว่า...เมื่อเรามีภูมิต้านทานทางการเมืองที่แข็งแกร่งแล้ว เราก็สามารถจะร่วมกันกำหนดชะตากรรมของสังคมได้อย่างเป็นอิสระ ยึดเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
และไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด...อีกต่อไป









