ภายใต้สถานการณ์การเคลื่อนไหวของประชาชนจำนวนมากเช่นนี้ในทางการเมืองแล้ว กล่าวได้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะทำงานต่อเนื่องต่อไปได้ยากลำบากมากขึ้น
แม้ว่าจะมีความพยายาม “ยื้อ” การตัดสินใจรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการบังคับใช้อำนาจรัฐอย่างเข้มข้นมากขึ้น เช่น การขยายพื้นที่ตามอำนาจพระราชบัญญัติความมั่นคง การขอหมายศาลจับกุมผู้นำขบวนการเคลื่อนไหว ฯลฯ แต่ก็คาดหมายได้ว่าการบังคับใช้อำนาจรัฐอย่างที่รัฐบาลปรารถนา ก็ไม่อาจจะทำได้จริง
ท่ามกลางการ “ขับเคี่ยว-ต่อสู้” ทางการเมืองที่ยังมองไม่เห็นว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอยเช่นนี้ ย่อมทำให้สภาวการณ์ทางการเมืองจะไร้เสถียรภาพและตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะพยายามกดดันอีกฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันพร้อมไปกับการกดดันอีกฝ่ายหนึ่ง กลุ่มตนเองก็จะรับแรงกดดันทวีมากขึ้นตามไปด้วย เงื่อนไขการทบทวีของแรงกดดันจะเป็นช่องที่ทำให้โอกาสของอุบัติการณ์แบบฉับพลันที่รุนแรงจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤติที่ไร้ทางออกมากขึ้น
การแสวงหาแนวทางหรือแนวโน้มทางออกคงจะมองได้ในสองด้าน คือ ทางออกในระบบ หรือ นอกระบบ ทางออกในระบบนั้นจะต้องเริ่มต้นคิดและดำเนินการจากทางฝ่ายรัฐบาล เพราะเป็นผู้กุมอำนาจรัฐอยู่ รัฐบาลต้องทำความเข้าใจ/ทำใจให้ได้ว่าความชอบธรรมของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็วเพราะการทำงานการเมืองที่ผิดพลาดของกลุ่มนำ เพื่อที่จะให้ฐานการยอมรับความจริงนี้เป็นจุดเริ่มต้นหาทางออกในระบบ
ขั้นสุดท้ายของการหาทางออกในระบบอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะการลาออกหรือยุบสภา แต่การลาออกคงจะเป็นไปได้ยากกว่าการยุบสภา เพราะการลาออกไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพียงพอกับอารมณ์ความรู้สึกของมวลชน ดังนั้น การยุบสภาจึงเป็นทางออกในระบบที่ดีที่สุด
แต่รัฐบาลไม่อยากที่จะหาทางออกด้วยการยุบสภา เพราะในสถานการณ์ที่ผ่านมาทำให้คะแนนเสียงของพรรคตนนั้นลดน้อยลง และที่สำคัญ รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขผลความเสียหายที่เกิดจากนโยบายและการทำตามนโยบายให้กลับมามีผลดีขึ้นมาบ้าง
บางโครงการก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้นอกจากจะต้องออกมาขอโทษประชาชนและยุติโครงการ เช่น การจำนำข้าวทุกเม็ดที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านงบประมาณอย่างมาก ข้อโต้แย้งที่น่าสงสารในความไร้สติปัญญา ก็เช่น ขาดทุนเพียงแสนล้านไม่ใช่สี่แสนล้าน (ผมงงมากครับเพราะว่าแสนล้านไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ) ข้ออ้างทำนองว่าใช้เงินแสนล้านเพื่อเสริมความเข้มแข็งของพี่น้องคนทำนาก็ไม่ได้มีข้อพิสูจน์อะไร นอกจากตีฝีปากไปวันๆ เท่านั้นเอง (ผลกระทบจากหนี้นี้เริ่มปรากฏแล้วนะครับ เช่น โครงการ กยศ. ที่ให้นักเรียนนักศึกษากู้ยืมนั้นถูกตัดงบประมาณไปไม่น้อยครับ)
ดังนั้น แม้ว่าการยุบสภาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่รัฐบาลที่มีชนักติดหลักเช่นนี้ก็ไม่กล้าและไม่อยากที่จะเลือก นายกรัฐมนตรีออกมาพูดทำนองว่าพร้อมที่จะพูดคุยกับกลุ่มต่อต้านก็เป็นไปเพียงเพื่อสร้างภาพให้สังคมมองว่าตนเองพยายามหาทางออกเท่านั้น
“ทางออกนอกระบบ” ถูกเสนอโดยแกนนำการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เน้นตลอดมาว่าไม่ยอมรับทางออกในระบบ การลาออกหรือยุบสภาไม่เพียงพอในความคิดของเขา แต่ปัญหาก็คือ “ระบบการเมืองใหม่?” อย่างที่สุเทพตั้งเป้าไว้ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในระบบ แต่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเกิดการ “ฉีก-ทำลาย” ระบบเดิมก่อนด้วยอำนาจนอกระบบ เช่น การปฏิรูปการเมือง/การจัดตั้งสภาประชาชน ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังดูดีจังเลยนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดการยึดอำนาจรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (นอกระบบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง) เท่านั้น
การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของประชาชนจำนวนมากมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา (คิดว่าน่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย) ไม่ได้ชื่นชอบ/ชื่นชมสุเทพ เทือกสุบรรณ และพลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมด หากแต่เป็นจังหวะที่แกนนำกลายเป็นแกนยึดชั่วคราวเพื่อใช้แสดงความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ดังนั้น การนำเสนอทางออกนอกระบบที่มองไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเช่นนี้ แม้ว่าจะมีผลดึงดูดใจมวลชนชนชั้นกลางในช่วงที่ผ่านมาเพราะสอดคล้องไปกับความเจ็บใจที่รู้สึกว่าถูกละเมิดและถูกทำร้ายจากรัฐบาล แต่เสน่ห์ดึงดูดใจของทางออกที่ไม่เป็นรูปธรรมนั้นจะอยู่ได้ไม่ยาวนานนัก เพราะหากยืนระยะยาวนานไปก็จะทำให้มวลชนจะรู้สึกถึงความเหลวไหลของข้อเสนอเช่นนี้ (หากแกนนำไม่ตระหนักในเรื่องนี้ และเสนออะไรที่ไม่ได้เรื่องมากขึ้น ก็อาจจะพบว่าเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง ไม่มีผู้ชุมนุมเหลืออยู่ในพื้นที่เวทีแล้ว)
จึงไม่น่าแปลกใจที่ การเคลื่อนไหวเพื่อหาทางออกนอกระบบจะต้องเน้นเสมอว่า “จะยุติได้ในสองวัน-สามวัน” หรือ “นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย” เพราะเมื่อไม่มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมให้คนมองเห็น ก็ต้องใช้เงื่อนเวลาที่สั้นกระชับจนทำให้มวลชนรู้สึกว่าทนอีกนิดเดียวก็จะเห็นผลสำเร็จแล้ว (หากไม่ทำอย่างนี้ก็จะดึงคนเอาไว้ไม่ได้ครับ)
วันนี้ ทางออกของสังคมไทยมีน้อยลงและทางออกที่พอจะมีอยู่เป็นทางออกที่ชนชั้นนำทางการเมืองเป็นผู้เลือกให้สังคมไม่ใช่สังคมเป็นผู้กำหนดให้ หวังว่าในวันข้างหน้า เราน่าจะกำหนดให้คนพวกนี้เดินตามทางที่เราวางไว้บ้าง









