ผมอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็น ที่มาของ ส.ว.
อย่างละเอียดแล้ว มีความเห็นว่าสมควรที่กระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยทุกแห่ง จะนำเนื้อหาไปสอนนักเรียนนักศึกษาในวิชา “ประชาธิปไตยคืออะไร?” เพื่อให้เกิดความเข้าใจในทุกวงการอย่างลึกซึ้ง
เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ได้ข้อมูลจากการพูดกรอกหูมาตลอดว่า "ประชาธิปไตย" หมายถึงเพียงแค่การไปหย่อนบัตรวันเลือกตั้ง พรรคการเมืองไหนมีเสียงข้างมากในสภา เขาจะทำอะไรก็ได้ และแม้ “องค์กรอิสระ” ในรัฐธรรมนูญ ก็มาขัดหรือแย้งหรือตรวจสอบไม่ได้
ความเข้าใจผิดๆ เช่นนี้แหละที่นำมาซึ่งความแตกแยกในสังคม ความขัดแย้งที่รุนแรงหนักหน่วง และความผิดเพี้ยนต่อสาระและเนื้อหาของคำว่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ข้อความในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ อธิบายความได้จะแจ้ง สมควรจะนำไปศึกษา วิเคราะห์ ไตร่ตรองและวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในห้องเรียน ทุกบ้าน ทุกเวที ทุกสภากาแฟเพื่อการปฏิรูปสังคมอย่างแท้จริง
ตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยบอกว่า
“...การใช้กฎหมายและการใช้อำนาจทุกกรณีต้องเป็นไปโดยสุจริต จะใช้โดยทุจริต ฉ้อฉล มีประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้นมิได้ เพราะมิฉะนั้น จะทำให้บรรดาสุจริตชนคนส่วนใหญ่ของประเทศอาจจะสูญเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้ ให้ไปตกอยู่แก่บุคคล หรือคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจโดยปราศจากความชอบธรรม หลักนิติธรรม หรือเป็นแนวทางให้การปกครองที่มาจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ อันเป็นความเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง และแอบแฝง หลักนิติธรรม จึงเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของกฎหมายที่อยู่เหนือบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งรัฐสภาก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี ศาลก็ดี รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐก็ดี จะต้องยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ...”
ในภาวะของบ้านเมืองที่มีพรรคการเมืองที่กลายเป็น “สมบัติส่วนตัว” ของคนใดคนหนึ่งหรือคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งนั้น ผมเชื่อว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ สะท้อนถึงแนวทางความคิดของคนไทยไม่น้อยเช่นกัน
เพราะอีกตอนหนึ่งของคำวินิจฉัย บอกว่า
“ส่วนหลักการการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน มิใช่การปกครองตามแนวความคิดของบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมิใช่การปกครองที่อ้างอิงแต่เพียงฐานอำนาจที่มาจากระบบการเลือกตั้งเท่านั้น...”
ดังนั้น หากใครอ้างว่า “ฉันมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นฉันจะทำอะไรก็ได้” จริงหรือไม่?
อีกประโยคหนึ่งของคำวินิจฉัยตอบคำถามนี้ได้อย่างปราศจากข้อสงสัย
“...เนื่องจากหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยยังมีองค์ประกอบสำคัญอีกหลายประการ การที่องค์กร หรือสถาบันในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ มักจะอ้างอยู่เสมอว่าตนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่กลับนำแนวความคิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาปฏิบัติ หาใช่วิธีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวม ภายใต้หลักนิติธรรมไม่...”
เพราะว่าประชาธิปไตยมิได้หมายถึงเพียงการได้รับเลือกตั้ง หรือชนะการเลือกตั้งของฝ่ายการเมืองเท่านั้น เพราะเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้ง มีความหมายเพียงสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในแต่ละครั้งเท่านั้น หาใช่เหตุให้ตัวแทนใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง และชอบธรรมตามหลักนิติธรรมแต่อย่างไร
ผู้ที่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญมีเหตุผลเพียงใด?
จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แสดงจุดยืนบนเหตุและผลของหลักการของกระบวนการประชาธิปไตยอย่างนี้
“...รัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจเพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ภายใต้หลักการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย อันเป็นปรัชญาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในอันที่จะทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการธำรงและรักษาไว้ซึ่งความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า ที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ประกอบมาตรา 27 ที่ว่าสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจนโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง...”
นี่คือ เนื้อหาแห่งการนิยามคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่สำคัญยิ่ง... สมควรจะต้องกำหนดเป็นบทเรียนสำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็น การตีความ การวิเคราะห์ในทุกๆ หน่วยแห่งสังคมไทย เพื่อป้องกันการบิดเบือน ใส่ร้าย และสร้างความเสียหาย ให้กับกระบวนการประชาธิปไตยอันแท้จริงของประเทศได้... ในวันข้างหน้า









