วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โรงละครเป็นห้องเรียน วิชาปรัชญาที่ฮาร์วาร์ด

ผมเจออาจารย์คนดัง ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Professor Michael Sandel ที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน

จึงต้องนั่งลงถกหลายประเด็นทั้งที่เกี่ยวกับเรื่อง Shutdown ที่วอชิงตันและวิธีการสอน “ห้องเรียนแบบเปิดให้ทั้งโลก” ที่ผมติดตามผ่าน YouTube มาระยะหนึ่งแล้ว

ห้องเรียนวิชา Justice ของอาจารย์แซนเดลคนนี้ไม่ใช่ห้องเรียนธรรมดา เพราะมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนปีละกว่าพันคน จึงต้องใช้โรงละคร Sanders Theatre ของมหาวิทยาลัยสอนแบบที่มีการถามตอบระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา และนักศึกษาถกกันเองอย่างเข้มข้น, มีชีวิตชีวาและสนุกสนาน

รวมแล้วตลอดเวลาประมาณ 20 ปีที่แกสอนวิชา “ความยุติธรรม” ภายใต้กรอบของ “ปรัชญาการเมือง” นั้นมีนักเรียนจบไปแล้วกว่า 12,000 คน และหนังสือสองเล่มดังที่แกเขียนคือ Justice: What’s the Right Thing to Do? กับ What Money Can’t Buy: The Moral Limits of Markets แปลเป็น 21 ภาษาต่างประเทศ ขายดิบขายดีเพราะมีเนื้อหาที่อ่านสนุก ชวนให้คิดถึงหลักปรัชญาที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่ถกเถียงกันบนโต๊ะอาหารพอๆ กับในห้องเรียน

ผมชอบวิธีการสอนแบบนี้เพราะเหมือนสมัยโสเครติส นักปราชญ์กรีกโบราณที่ตั้งวงถกแถลงกลางเมืองกับคนทั่วไปถึงปรัชญาลุ่มลึกที่กระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน

อาจารย์แซนเดลบอกผมว่าแกใช้วิธีแบบโสเครติสเพราะต้องการให้นักศึกษาที่มาเรียนวิชานี้ได้มองเห็นประโยชน์ของการเรียนหลักวิชาที่สามารถนำมาประยุกต์กับวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับจริยธรรม, ความเป็นธรรม, ความโปร่งใสและปัญหาของระบบตลาดเสรีทำให้ “ทุกอย่างขายได้หมด”

“ผมสอนและเชื้อเชิญ ท้าทายให้นักศึกษาตอบคำถามยาก ๆ เพื่อให้เรียนรู้จากการมีส่วนร่วม เพราะสมัยผมเป็นเด็ก ผมเคยคิดว่าการสอนเป็นเรื่องน่าเบื่อ พอโตมา ก็อยากใช้วิธีการสอนให้วิชาปรัชญาเป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับทั้งโลก เป็นเหตุการณ์หรือปัญหาที่ประสบพบเจอกันในชีวิตแต่ละวัน...”อาจารย์แซนเดลบอก

ผมสังเกตว่าบางคำถามของอาจารย์ที่ตั้งในห้องเรียนนั้นค่อนข้างตอบยาก เพราะหากเข้าเรียนใหม่ ๆ จะนึกว่าคำตอบที่ถูกมีคำตอบเดียวหรือไม่ นักศึกษาไม่แน่ใจว่าที่ตอบไปถูกหรือเปล่า

อาจารย์แซนเดลบอกว่า “จริง ๆ แล้ว ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดไปหมดเสียทีเดียว เพราะบางคำถามเกี่ยวข้องกับจริยธรรมหรือค่านิยมที่นักปรัชญาถกเถียงกันมาเป็นร้อยปี สิ่งที่ผมทำคือพยายามตั้งคำถามให้เด็กเห็นปัญหาและแสดงความเห็น”

เมื่อไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด นักศึกษาก็จะได้คะแนนจากการสามารถตอบด้วยการเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันกับหลักการด้านปรัชญา รวมถึงพิจารณาว่านักศึกษามีแนวทางชี้แจงหรือไม่ในกรณีมีความเห็นต่าง เพราะนักปรัชญาต้องเรียนรู้ที่จะฟังและอธิบายเหตุผลให้กับผู้เห็นต่าง ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นมาก เพราะในชีวิตประจำวันนั้น มีหลายครั้งที่คนไม่ฟังความเห็นต่าง จึงมีภาพของการตะโกนใส่กันหรือขัดขึ้นมากลางคัน

ที่น่าทึ่งคือการทำให้ห้องเรียนที่ฮาร์วาร์ด “เปิดให้กับโลก” ด้วยการเชื่อมผ่านอินเทอร์เน็ตและใช้ iPad หลายตัวเป็นกล้องวีดิโอเพื่อให้นักศึกษาที่ญี่ปุ่น, จีน, บราซิลและอินเดียเข้าร่วมฟังและถกปัญหาพร้อม ๆ กันอย่างคึกคักและตื่นตาตื่นใจยิ่ง

เทคโนโลยีจะทำให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว, เปิดกว้างและลุ่มลึกมากกว่าเดิมอีกหลายเท่านัก

อาจารย์แซนเดลบอก “แน่นอนว่าเทคโนโลยีทำให้การเรียนการสอนสะดวกและแบ่งปันกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการได้พบปะระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาเพื่อการแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดและสนิทสนมได้”

คำถามของอาจารย์แซนเดลในห้องเรียนมักจะเป็นประเด็นในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปต้องใช้หลักจริยธรรม, ศีลธรรมและอคติส่วนตนตัดสิน

เช่น...ถ้าคุณต้องฆ่าหนึ่งชีวิตเพื่อรักษาห้าชีวิต, คุณจะทำไหม?

หรือการที่เรามุ่งแต่เชียร์ทีมประจำชาติของเราในการแข่งโอลิมปิกส์ เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่?

หรือถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้เล่นของทีมเข้าแข่งโอลิมปิกส์ และคุณรู้ว่าเพื่อนร่วมทีมของคุณใช้ยาโด๊ป คุณจะเปิดเผยเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่โดยเสี่ยงที่จะทำให้ทีมของตนพลาดโอกาสได้เหรียญทองหรือไม่?

เพื่อให้ผู้คนได้มีโอกาสมาร่วมเรียนวิชา “ความยุติธรรม” ในชีวิตของแต่ละคน อาจารย์แซนเดลจับมือกับสถานีโทรทัศน์ เช่น WGBH ของบอสตัน และ NHK ของญี่ปุ่นเพื่อถ่ายทอดให้ผู้คนในประเทศต่าง ๆ ได้รับรู้และร่วมแลกเปลี่ยนอย่างมีสีสันและคึกคักยิ่ง

ผมเข้าไปดู iTunes U ของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในยูทูบ มีคนเข้าไปดูไม่ต่ำกว่า 12 ล้านทีเดียว

ผมเสนอแกว่าว่าง ๆ ต้องเชิญมาเปิดรายการสนทนาแลกเปลี่ยน เรื่องวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ด้วยหลัก “ความยุติธรรม” และประเด็น “ทุกอย่างในสังคมมีราคาซื้อขายได้จริงหรือ?”

อาจารย์ไมเคิล แซนเดล ยิ้ม พร้อมบอกผมว่า “น่าสนใจมาก!”