ผมเจออาจารย์คนดัง ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Professor Michael Sandel ที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน
จึงต้องนั่งลงถกหลายประเด็นทั้งที่เกี่ยวกับเรื่อง Shutdown ที่วอชิงตันและวิธีการสอน “ห้องเรียนแบบเปิดให้ทั้งโลก” ที่ผมติดตามผ่าน YouTube มาระยะหนึ่งแล้ว
ห้องเรียนวิชา Justice ของอาจารย์แซนเดลคนนี้ไม่ใช่ห้องเรียนธรรมดา เพราะมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนปีละกว่าพันคน จึงต้องใช้โรงละคร Sanders Theatre ของมหาวิทยาลัยสอนแบบที่มีการถามตอบระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา และนักศึกษาถกกันเองอย่างเข้มข้น, มีชีวิตชีวาและสนุกสนาน
รวมแล้วตลอดเวลาประมาณ 20 ปีที่แกสอนวิชา “ความยุติธรรม” ภายใต้กรอบของ “ปรัชญาการเมือง” นั้นมีนักเรียนจบไปแล้วกว่า 12,000 คน และหนังสือสองเล่มดังที่แกเขียนคือ Justice: What’s the Right Thing to Do? กับ What Money Can’t Buy: The Moral Limits of Markets แปลเป็น 21 ภาษาต่างประเทศ ขายดิบขายดีเพราะมีเนื้อหาที่อ่านสนุก ชวนให้คิดถึงหลักปรัชญาที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่ถกเถียงกันบนโต๊ะอาหารพอๆ กับในห้องเรียน
ผมชอบวิธีการสอนแบบนี้เพราะเหมือนสมัยโสเครติส นักปราชญ์กรีกโบราณที่ตั้งวงถกแถลงกลางเมืองกับคนทั่วไปถึงปรัชญาลุ่มลึกที่กระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน
อาจารย์แซนเดลบอกผมว่าแกใช้วิธีแบบโสเครติสเพราะต้องการให้นักศึกษาที่มาเรียนวิชานี้ได้มองเห็นประโยชน์ของการเรียนหลักวิชาที่สามารถนำมาประยุกต์กับวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับจริยธรรม, ความเป็นธรรม, ความโปร่งใสและปัญหาของระบบตลาดเสรีทำให้ “ทุกอย่างขายได้หมด”
“ผมสอนและเชื้อเชิญ ท้าทายให้นักศึกษาตอบคำถามยาก ๆ เพื่อให้เรียนรู้จากการมีส่วนร่วม เพราะสมัยผมเป็นเด็ก ผมเคยคิดว่าการสอนเป็นเรื่องน่าเบื่อ พอโตมา ก็อยากใช้วิธีการสอนให้วิชาปรัชญาเป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับทั้งโลก เป็นเหตุการณ์หรือปัญหาที่ประสบพบเจอกันในชีวิตแต่ละวัน...”อาจารย์แซนเดลบอก
ผมสังเกตว่าบางคำถามของอาจารย์ที่ตั้งในห้องเรียนนั้นค่อนข้างตอบยาก เพราะหากเข้าเรียนใหม่ ๆ จะนึกว่าคำตอบที่ถูกมีคำตอบเดียวหรือไม่ นักศึกษาไม่แน่ใจว่าที่ตอบไปถูกหรือเปล่า
อาจารย์แซนเดลบอกว่า “จริง ๆ แล้ว ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดไปหมดเสียทีเดียว เพราะบางคำถามเกี่ยวข้องกับจริยธรรมหรือค่านิยมที่นักปรัชญาถกเถียงกันมาเป็นร้อยปี สิ่งที่ผมทำคือพยายามตั้งคำถามให้เด็กเห็นปัญหาและแสดงความเห็น”
เมื่อไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด นักศึกษาก็จะได้คะแนนจากการสามารถตอบด้วยการเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันกับหลักการด้านปรัชญา รวมถึงพิจารณาว่านักศึกษามีแนวทางชี้แจงหรือไม่ในกรณีมีความเห็นต่าง เพราะนักปรัชญาต้องเรียนรู้ที่จะฟังและอธิบายเหตุผลให้กับผู้เห็นต่าง ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นมาก เพราะในชีวิตประจำวันนั้น มีหลายครั้งที่คนไม่ฟังความเห็นต่าง จึงมีภาพของการตะโกนใส่กันหรือขัดขึ้นมากลางคัน
ที่น่าทึ่งคือการทำให้ห้องเรียนที่ฮาร์วาร์ด “เปิดให้กับโลก” ด้วยการเชื่อมผ่านอินเทอร์เน็ตและใช้ iPad หลายตัวเป็นกล้องวีดิโอเพื่อให้นักศึกษาที่ญี่ปุ่น, จีน, บราซิลและอินเดียเข้าร่วมฟังและถกปัญหาพร้อม ๆ กันอย่างคึกคักและตื่นตาตื่นใจยิ่ง
เทคโนโลยีจะทำให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว, เปิดกว้างและลุ่มลึกมากกว่าเดิมอีกหลายเท่านัก
อาจารย์แซนเดลบอก “แน่นอนว่าเทคโนโลยีทำให้การเรียนการสอนสะดวกและแบ่งปันกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการได้พบปะระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาเพื่อการแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดและสนิทสนมได้”
คำถามของอาจารย์แซนเดลในห้องเรียนมักจะเป็นประเด็นในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปต้องใช้หลักจริยธรรม, ศีลธรรมและอคติส่วนตนตัดสิน
เช่น...ถ้าคุณต้องฆ่าหนึ่งชีวิตเพื่อรักษาห้าชีวิต, คุณจะทำไหม?
หรือการที่เรามุ่งแต่เชียร์ทีมประจำชาติของเราในการแข่งโอลิมปิกส์ เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่?
หรือถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้เล่นของทีมเข้าแข่งโอลิมปิกส์ และคุณรู้ว่าเพื่อนร่วมทีมของคุณใช้ยาโด๊ป คุณจะเปิดเผยเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่โดยเสี่ยงที่จะทำให้ทีมของตนพลาดโอกาสได้เหรียญทองหรือไม่?
เพื่อให้ผู้คนได้มีโอกาสมาร่วมเรียนวิชา “ความยุติธรรม” ในชีวิตของแต่ละคน อาจารย์แซนเดลจับมือกับสถานีโทรทัศน์ เช่น WGBH ของบอสตัน และ NHK ของญี่ปุ่นเพื่อถ่ายทอดให้ผู้คนในประเทศต่าง ๆ ได้รับรู้และร่วมแลกเปลี่ยนอย่างมีสีสันและคึกคักยิ่ง
ผมเข้าไปดู iTunes U ของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในยูทูบ มีคนเข้าไปดูไม่ต่ำกว่า 12 ล้านทีเดียว
ผมเสนอแกว่าว่าง ๆ ต้องเชิญมาเปิดรายการสนทนาแลกเปลี่ยน เรื่องวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ด้วยหลัก “ความยุติธรรม” และประเด็น “ทุกอย่างในสังคมมีราคาซื้อขายได้จริงหรือ?”
อาจารย์ไมเคิล แซนเดล ยิ้ม พร้อมบอกผมว่า “น่าสนใจมาก!”









