กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมจนถึงวันที่ 17 ก.ย. ว่า
เกิดน้ำท่วมรวม 41 จังหวัด 302 อำเภอ มีประชาชนได้รับผลกระทบ 1,027,348 ครัวเรือน หรือ ราว 3,496,630 คน บ้านเรือนเสียหาย 20,542 หลัง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 3,254,417 ไร่ ผู้เสียชีวิต 37 ราย สำหรับจังหวัดที่ประสบอุทกภัยระดับรุนแรง 3 จังหวัด คือ สระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ส่วนพื้นที่อื่นไม่ได้รับความเสียหายรุนแรงนัก แต่ก็เกิดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตรในบางส่วน
การรายงานพื้นที่น้ำท่วมของปภ. จะเห็นว่ามีพื้นที่เสียหายในวงกว้าง แต่เมื่อรายงานออกมาเป็นตัวเลขและพื้นที่ความเสียหายแล้ว อาจดูน่ากลัวเกินกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือบางกรณีก็น้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็สามารถประเมินได้จากข่าวสารที่ออกมาว่ามีพื้นที่เสียหายจากน้ำท่วมใน 3 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สะท้อนข้อเท็จจริงหลายอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยของประเทศ หลังจากผ่านน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เพียง 2 ปีเท่านั้น
ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่พูดถึงกันมากคือเรื่องการระบายน้ำในพื้นที่ท่วมขัง เพราะในเชิงวิชาการแล้ว ต่างก็ยอมรับว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีความเสี่ยงในเรื่องน้ำท่วมอยู่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดภาคกลาง ซึ่งจะเผชิญกับน้ำหลากทุกปี รวมทั้งพื้นที่ใกล้กับลำน้ำในพื้นที่อื่นของประเทศ บทเรียนจากน้ำท่วมในครั้งนั้น ได้ข้อสรุปตรงกันว่าจะต้องมีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับน้ำท่วม
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การระบายน้ำยังเป็นปัญหาเช่นเดิม ทั้งๆ ที่น้ำท่วมครั้งก่อนนั้น หน่วยงานรัฐมีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อป้องกันน้ำท่วมค่อนข้างมาก และจากการติดตามน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ของหน่วยงานรัฐ ก็พบว่า มีปัญหาเช่นเดิมในเรื่องการประสานงาน แม้ว่าในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะระดมคนเข้าช่วยเหลือและแก้ปัญหากันอย่างเต็มที่ ทำให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังได้อย่างรวดเร็ว แต่คำถามก็คือในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การป้องกันและเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาล ทำไปถึงไหน
หากติดตามการใช้เงินตามพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อป้องกันน้ำท่วม วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ใช้ไปแล้วนับหมื่นล้านบาท จะเห็นว่าขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าไปถึงไหน เนื่องจากติดขั้นตอนตามคำสั่งศาลในเรื่องของกฎหมาย และรัฐบาลต้องดำเนินตาม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ และมีคำถามว่าพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อจัดการน้ำทั้งระบบ ที่บอกว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนนั้น แต่เอาเข้าจริง รัฐบาลแทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีนี้ ระบบการป้องกันน้ำท่วมยังเป็นเช่นเดิม
เราเห็นด้วยกับการลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลว่าเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราก็ยังมีข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงมีความล่าช้าอย่างมาก เพราะจะอ้างว่าติดปัญหาการร้องเรียนของประชาชนก็เป็นเหตุผลที่อ้างไม่ขึ้น เพราะขณะนี้เวลาผ่านมา 2 ปีแล้วยังไม่เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม เราเห็นว่าน้ำท่วมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นความล่าช้าในการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล เพราะมุ่งแต่จะสร้างเขื่อน หรือโครงการขนาดใหญ่ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว สถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นการสร้างเขื่อน แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ที่รัฐบาลแทบไม่ได้ทำเลยในช่วงที่ผ่านมา









