ช่วงนี้ เราจะเห็นหลายเวทีมีการสัมมนา หรือหลายเวทีพูดคุยตั้งโจทย์ "ทางออกประเทศไทย" ซึ่งสะท้อนว่าคนในชาติเริ่มวิตก
กับปัญหาของประเทศชาติมากขึ้น และหากว่าไม่เร่งหาทางออก อาจจะเจอทางตันกับปัญหาใหญ่หลวงในอนาคตได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่สังคมตื่นตัว แต่จะให้ดีกว่านี้ รัฐและรัฐบาลควรตื่นตัวให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะว่าหลายๆ เรื่องที่ก่อปัญหาในวันนี้นั้น เกิดมาจากโครงสร้างที่บิดเบือนและปล่อยให้เรื้อรังมายาวนาน ประเทศในกลุ่มอาเซียนหลายแห่งเริ่มตื่นตระหนกและวางยุทธศาสตร์ประเทศสำหรับอนาคตกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากเรายังปล่อยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปแบบไร้ทิศทางอย่างที่เป็นอยู่ โอกาสที่จะตกเวทีในกระแสโลก ย่อมมีมากขึ้น เนื่องจากปัญหาของไทยวันนี้ มีทั้งส่วนที่เชื่อมโยงมาจากตลาดโลก และอีกหนึ่งส่วนที่เกิดขึ้นจากปัญหาในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองที่เริ่มรุนแรงมากขึ้น และเริ่มที่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในช่วงปลายปีนี้
ปมแรก ที่ต้องเร่งหาทางออก คือ ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งของคนในชาติ โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนา เรื่อง “ทางออกประเทศไทย” โดย อุทัย พิมพ์ใจชน มองว่าความขัดแย้งในสังคมไทยเดินไปสู่ทางตัน ถ้าไม่คิดเตรียมทางออกจะลำบากสำหรับอนาคต ซึ่งการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งให้ประชาชนหนักใจ จนสิ้นหวังกับนักการเมือง ถามใครใครก็เบื่อ แต่ตนยังมองการเมืองว่ายังโอเค ที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาในบ้านเมืองก็ไปพึ่งทหารให้ยึดอำนาจ ไล่นักการเมืองออกไป หรือเรียกว่าปิดเทอม แต่ในที่สุดก็นำไปสู่อาการโคม่าทุกเรื่อง จึงเห็นว่า ถ้าบ้านเมืองจะเจอทางตันอะไร ก็ขอให้จบที่รัฐสภา จะเลวจะชั่วก็ 4 ปี ส่วน จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ต้นเหตุคือการแตกสามัคคีในวงการเมือง จนมีการปลุกระดมประชาชนให้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายโดยไม่มีเหตุผลอะไร แต่เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก ไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ ที่ผ่านมาจึงเป็นข้อผิดพลาดที่ปล่อยให้มีพื้นที่ปลุกระดมมากว่า 10 ปี นอกจากนี้ ยังมีปัญหาระบบการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม ถ้าเราแก้ที่ประชาชนทั้งหมดจะยาก หรือจะแก้ระบบการเลือกตั้งทั้งหมดทุกระดับก็ยังไม่สุจริต ตราบใดยังมีการซื้อเสียง และมีการปล่อยให้ทุนกับการเมืองผสมพันธุ์กัน จึงเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด
ปมที่สอง ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะขยับเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ยาก เหตุผลซึ่งรับรู้กันทั่วไป แต่ยังไม่เห็นในเชิงประจักษ์เริ่มจาก ประเทศไทย ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่มีการพัฒนา และไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการยกระดับนวัตกรรม ความได้เปรียบที่ผ่านมา ยังคงเน้นด้านราคาเป็นหลักทั้งความได้เปรียบเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและค่าแรงต่ำ
นอกจากนั้นการที่ไม่สามารถข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ เพราะที่ผ่านมาถึงปัจจุบันคุณภาพด้านแรงงานของประเทศไทยยังต่ำ และการผลิตบัณฑิตออกมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม สะท้อนได้จากบริษัทใหญ่ๆ เลือกที่จะตั้งมหาวิทยาลัยของตัวเอง เพื่อผลิตแรงงานขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ส่วนด้านระบบการศึกษาซึ่งเกี่ยวข้องกับ "ทุนมนุษย์" เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมางบประมาณด้านการศึกษามีจำนวนมหาศาล แต่ไม่สามารถยกระดับคุณภาพขึ้นมาได้เลย จึงควรหันมาทบทวนกันอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนชาติเอเชียระวังติดกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ คำเตือนของไอเอ็มเอฟ มีขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศเอเชียเหล่านี้ กำลังถูกมองว่าจะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังความเสี่ยงจากการล่มสลายทางการเงินในยุโรปเริ่มบรรเทาลง
ปมนโยบายประชานิยม ดูจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งหาทางออก เพราะว่าตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างเริ่มเสพติดกับนโยบายประชานิยม และทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้เพิ่มดีกรีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะการคลัง จริงอยู่หากว่าพิจารณาจากหนี้สาธารณะที่ระดับ 44% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ยังอยู่ระดับต่ำ แต่หากมีการนำหนี้ที่ฝังตามสถาบันการเงินของรัฐ ที่ต้องปล่อยกู้ตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว จะพบว่า หนี้ภาครัฐนั้นอยู่ระดับที่ต้องหาทางยุติและหาทางออกตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะสร้างความเสียหายต่อลูกหลานในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้ายกเลิกโครงการจำนำข้าว ที่ขาดทุนเบื้องต้นปีละ 2 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อย ซึ่งการ "หาทางออกประเทศไทย" จากปมต่างๆ นั้น จะสำเร็จได้ ต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมือง และความเป็น "ผู้นำ" ของนายกรัฐมนตรี








