หลายวันก่อนมีวาระให้ต้องพูดในที่สาธารณะในหัวข้อความยุติธรรมกับผู้หญิง ซึ่งความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้พูดกันในสังคมมานานแล้ว
การที่จะเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง ณ ที่นี้จึงขอมองในมุมของพัฒนาการด้านสิทธิในสังคมไทยที่แม้จะมีแนวโน้มในทางบวก แต่ก็ยังมีข้อสังเกตที่น่าคิดหลายประการ
เมื่อคิดถึงพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยคงจะต้องไม่ลืมรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงและจับต้องอย่างเป็นรูปธรรมได้บ้าง โดยเฉพาะสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
การพัฒนาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของไทยเริ่มต้นมาเป็นลำดับนับตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาตามแบบสังคมตะวันตกที่เริ่มต้นจากทางยุโรป และต่อมาได้มีการผสมผสานแนวคิดและวิธีการจากด้านทวีปอเมริกามากขึ้น จนอาจเรียกได้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเป็นลูกผสมและอยู่ในกระแสโลกาภิวัตเช่นกัน
ประเด็นน่าสนใจก็คือในกระแสร่วมสมัยเช่นนี้ เรามองเห็นโครงสร้าง เนื้อหา และวิธีการของกระบวนการยุติธรรมสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านสิทธิสตรีอย่างไร นั่นหมายความว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติได้มีการดำเนินการให้เกิดความเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด
เมื่อพูดถึงสิทธิสตรีและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เรามักจะอ้างอิงหลักมาตรฐานสากล เนื้อหาและรูปแบบของกฎหมายทั้งที่มีอยู่แล้วและที่ควรจะเป็น รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ แต่เมื่อย้อนมองอดีตจนถึงปัจจุบันจะเห็นว่าพัฒนาการด้านนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้า และหลายครั้งไม่ตรงประเด็น
พัฒนาการในทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดรูปธรรมในเรื่องนี้ แท้จริงแล้วน่าจะขึ้นอยู่กับทัศนคติและความเข้าใจแก่นแท้ของเรื่อง หมายความว่าหากผู้ที่เกี่ยวข้องและสังคมทั่วไปมีทัศนคติที่ถูกต้องกับหัวใจของเรื่องย่อมจะมองเห็นพัฒนาการเร็วขึ้นเป็นลำดับ เพราะเพียงการรับรู้เนื้อหาแต่ขาดทัศนคติที่ถูกต้องและมีความเข้าใจในแก่นสาระของเรื่องก็ไม่อาจจัดทำกิจกรรมเพื่อการพัฒนาได้อย่างมีทิศทางและมีประสิทธิภาพ
ทัศนคติที่อยู่บนพื้นฐานของหลักการสิทธิมนุษยชนในหัวข้อผู้หญิงกับกระบวนการยุติธรรมมีหัวใจสำคัญสำหรับบริบทที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยจะอยู่ในความหมายและขอบเขตของความเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ นั่นหมายความว่าหญิงและชายย่อมเสมอกันภายใต้กฎหมาย ดังนั้น ทิศทางในการพัฒนาเพื่อให้ปัจเจกชนหญิงได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมจึงจะต้องส่งเสริมและคุ้มครองให้หญิงได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ
ปัญหาต่อไปจึงมีว่าการรับรู้ของคนในสังคมไทยเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในเรื่องนี้มีมากน้อยเพียงใด เพราะเพียงการรับรู้ว่ารัฐธรรมนูญได้มีข้อกำหนดรับรองเรื่องนี้ไว้แล้ว ทุกคนย่อมมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่เป็นหลักประกันสิทธิเหล่านี้ให้กับผู้ที่ต้องการความยุติธรรมแล้วอย่างเท่าเทียมกันนั้น เห็นว่ายังเป็นไปไม่ได้
ทำไมจึงต้องเสนอให้มีกระบวนการและวิธีการในการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้หญิงเป็นการเฉพาะ ก็เพราะว่ายังคงมีการเลือกปฏิบัติในเรื่องนี้และคนในสังคมที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้สัมผัสความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง หลายกรณีที่เกิดขึ้นเราคิดและเข้าใจความหมายของความเสมอภาคและเท่าเทียมไปในทางที่ว่าเมื่อปฏิบัติต่อผู้ชายอย่างไรก็ควรจะต้องปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างนั้นอย่างเท่าเทียมกัน ก็ย่อมได้ขึ้นชื่อว่าชายและหญิงเท่าเทียมกัน
ในวิถีชีวิตของผู้หญิงที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นคดีความในศาล โดยเป็นโจทก์ จำเลย เป็นพยานบุคคล หรือแม้แต่เป็นเหยื่อก็ตาม สภาพจิตใจและร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำจะมีความแตกต่างกับผู้ชายโดยธรรมชาติ ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้หญิงหรือการตอบสนองความต้องการของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนสิ้นสุดกระบวนการจึงต้องมีลักษณะเฉพาะที่เหมาะสมกับผู้หญิง
ถ้าเริ่มต้นจากการมีทัศนคติในมิติของสิทธิขั้นพื้นฐานที่ถูกต้องจะทำให้การคิดค้นรูปแบบของกระบวนการและวิธีการที่ว่ามีความเฉพาะก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในสภาวะของการรับรู้แต่ขาดความตระหนัก ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับมิติอื่น ๆ ในเรื่องของการพัฒนาการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในสังคมไทยนั่นเอง
สภาวะของการรับรู้แต่ไม่ตระหนักจึงทำให้เกิดสถานการณ์ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้รู้ตัวในหลายรูปแบบ พัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนของสังคมจึงดั่งเช่นการพายเรือในอ่างนั่นเอง









