วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งออกทรุด แก้ที่โครงสร้าง

สถานการณ์ตอนนี้ ต้องบอกว่าการส่งออกของไทยอาการหนัก และเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งที่อัตราการขยายตัวส่งออก

ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี เพราะตามปกติแล้วการส่งออกของไทย มักจะขยายตัวเกินเลขสองหลักมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปีนี้ส่งออกมีโอกาสที่จะขยายตัวเพียงต่ำกว่า 3% ด้วยซ้ำ หลายสำนักมองแค่ 1.5% ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ ถือว่าจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากสถานการณ์ส่งออกมีส่วนสำคัญต่อการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีแรกต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 3 การส่งออกของไทยชะลอตัวลงอย่างหนักในช่วง 7 เดือนแรก มีอัตราขยายตัวได้แค่ 0.6% เท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ออกมาลุยอย่างหนัก นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นัดประชุมผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก 66 แห่ง วันที่ 23 ก.ย. นี้ เพื่อหาทางรับมือ เพราะหากว่าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ภาวะเศรษฐกิจ การส่งออกไทยอาจจะโตแค่ 1.5% จริงๆ อย่างที่หวาดกลัวกัน เพียงแต่ว่าการประชุม ทูตพาณิชย์ ทั่วโลก แทนที่จะหาทางรับมือแก้ไขปัญหาในระยะสั้น จำเป็นต้องมานั่งถกกันอย่างจริงจังว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของการส่งออกนั้น จะต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง เพราะหากพิจารณาไส้ในของวิกฤติส่งออกไทยวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะปัจจัยเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเท่านั้น แต่เพราะโครงสร้างส่งออกไทยที่เป็นปัญหา

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า การส่งออกปีนี้ กรณีเลวร้ายสุดอาจขยายตัวได้เพียง 1.5% หากคาดการณ์ทางเศรษฐกิจโลก และอัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงและไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัจจุบันหากประเมินเศรษฐกิจตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐ มีแนวโน้มดีขึ้นจนทำให้รัฐบาลเตรียมลดมาตรการ คิวอี ขณะที่ ญี่ปุ่น มีสัญญาณดีขึ้น หลังจากอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ เช่นเดียวกับยุโรปที่สถานการณ์หนี้สาธารณะเริ่มคลี่คลาย ด้านปัจจัยค่าเงินที่อ่อนค่า เป็นผลดีต่อการส่งออก หากประเมินจากปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การส่งออกปีนี้ขยายตัวได้ 3% ภายใต้เงื่อนไขการส่งออกเฉลี่ยตั้งแต่เดือนส.ค. จนถึงสิ้นปีมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หากไม่เป็นไปตามนี้อัตราการขยายตัวอาจไม่เกิน 2%

ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังถึงจุดต่ำสุดแล้ว และยุติภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจแล้ว โดยคาดว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3-3.8% และได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 เหลือ 3.7% โดยมีกรอบคาดการณ์ใหม่ที่ 3.5-4.0% จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ระดับ 4.0% เนื่องจากการใช้จ่ายภาคเอกชน ยังคงชะลอตัว ขณะที่การส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังฟื้นตัวได้ช้า จึงได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การส่งออกปี 2556 ลงมาที่ 1.5% จากเดิมที่มองไว้ที่ 4.0%

ตัวเลขส่งออก 7 เดือนแรกที่ออกมาขยายตัวเพียง 0.6% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ ต้องดำเนินทุกวิถีทางที่จะบีบ ทูตพาณิชย์ ถึงขั้นจะมีการกำหนดตัวชี้วัดผลงานทูตพาณิชย์ใหม่ หรือ เคพีไอ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การกำหนดเป้าหมายการส่งออกรายตลาด เพื่อให้เป็นหลักในการทำงาน ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมีเงื่อนไขการดำเนินการต่างๆ ซึ่งหากพิจารณาตามกรอบนี้คงช่วยเพิ่มส่งออกได้บ้าง แต่เชื่อว่ายังไม่ได้แก้ปัญหาที่ถาวร เพราะว่าอุปสรรคการส่งออกของไทยวันนี้ อยู่ที่ผลิตสินค้าไม่ตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งต้องแก้ที่โครงสร้าง แม้ว่าวันหนึ่งเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมา ประเทศไทยก็ไม่สามารถฉวยโอกาสดังกล่าวได้

ปัญหาโครงสร้างการส่งออก อยู่ที่สินค้าของไทยไม่ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ๆ ของตลาดโลกได้ เพราะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน การส่งออกของไทยพึ่งพาสินค้าหลักประเภทชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อยอดการส่งออกอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ลดลง ยอดส่งออกทั้งระบบก็จะลดลงด้วย โดยในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ ยอดการส่งออกชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์ ติดลบ 2.13% ส่วนในไตรมาส 4 คาดว่าคำสั่งซื้อจะลดลงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จะติดลบอีก 4% ทำให้ทั้งปี คาดว่ายอดส่งออกอยู่ที่ ลบ 4% มูลค่าการส่งออกจะต่ำกว่า 1.44 ล้านล้านบาท ดังนั้น ต้องมาหารือร่วมกันเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวแล้วว่า หลังจากนี้ จะหันมาเน้นการส่งออกสินค้าประเภทไหน หากไม่คิดกันระยะยาว เลิกหวังกันได้เลยว่าการส่งออกจะขยายตัวเลขสองหลักเช่นในอดีต