วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฤาจะรอ จนได้ "เลขมงคล"?

การที่สถาบันระดับโลก “World Economic Forum” (WEF) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างสูงจากนานาประเทศ

ได้ประกาศอันดับคุณภาพการศึกษาของไทย ว่าอยู่ใน อันดับสุดท้ายของประเทศอาเซียน ที่ได้รับการสำรวจ 8 ประเทศ โดยแพ้ทั้ง กัมพูชา และ เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่เคยตกอยู่ในสภาพสงครามมาเป็นเวลานาน ถือเป็นข้อมูลที่คนไทยได้ยินแล้ว ควรจะต้องรู้สึกเดือดร้อนและเจ็บปวด
สำหรับผม ซึ่งแม้จะทำงานอยู่ในตลาดเงินและตลาดทุนมาตลอด แต่ขาข้างหนึ่ง ก็อยู่ในวงการการศึกษาของชาติมานานมากเช่นกัน ข้อมูลนี้ทำให้ผมรู้สึก “เจ็บปวดอย่างยิ่ง” ครับ
ผมเชื่อเลยว่า วันสองวันนี้ เรื่องนี้จะอยู่ในกระแสสังคม และอาจจะมีวลีเด็ดตามมาอีก ว่าเราต้องทำให้เรื่องการศึกษาที่ถดถอยลงไปเรื่อยๆนี้ เป็น วาระแห่งชาติ ให้ได้
“วาระแห่งชาติ” หรือ National Agenda เป็นคำที่ฟังแล้วขลังมาก มันหมายถึงการระบุชัดเจนว่า เรื่องนั้น เป็นปัญหาใหญ่ของชาติ ที่จะต้องรีบและร่วมกันแก้ไข เพราะถ้าไม่แก้ไข จะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ การเมืองของประเทศ และจะทำให้ประเทศต้องวกวนอยู่ในวงจรอุบาทว์ ต่อไป
ความจริง เราก็ได้ยินเรื่องวาระแห่งชาติมาบ่อยครั้ง เลยทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ประเทศไทยที่รักของเรานี้ มี “วาระแห่งชาติ” มากี่เรื่องกันแล้วหนอ ที่คิดออกทันทีว่าถูกจัดให้เป็นวาระแห่งชาติมานานแสนนาน เห็นจะหนีไม่พ้น ปัญหาการคอรัปชัน ปัญหายาเสพติด และ ปัญหาคุณภาพการศึกษา ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี่แหละ
นอกจากนั้น ก็ยังมี ปัญหาความยากจน ปัญหาทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่า ปัญหานักการเมืองด้อยคุณภาพ ฯลฯ รวมทั้งหลายปีที่ผ่านมา ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องยกระดับของอีกเรื่องหนึ่ง คือ ปัญหาการแตกแยกของชนในชาติ ให้เป็น วาระแห่งชาติ เพิ่มขึ้นอีกด้วย
เห็นรายชื่อวาระแห่งชาติ แค่นี้ก็ปวดเศียรเวียรเกล้าแล้ว แต่ผมขอถามจริงๆเถอะว่า เราเคยร่วมกันแก้ปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติเหล่านี้ อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ จนบังเกิดผลลัพธ์ ที่จับต้องได้ และภูมิใจได้จริงๆ หรือไม่ ผมเชื่อว่าคำตอบที่เราต้องไม่หลอกตัวเองก็คือ ถึงแม้เราจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นไปได้บ้าง แต่เรายังไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง แม้เวลาจะผ่านมากี่สิบปี ก็ตาม
เพราะวาระแห่งชาติ มักจะเป็นเพียงกระแสที่ออกมาในช่วงเวลาที่ปัญหาเรื่องนั้นกำลังร้อนแรง หลังจากนั้น ก็จะตามมาด้วยการประชุมของนักการเมืองและข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว พร้อมมีการยกร่างแผนงาน เป็นเล่มใหญ่ๆหลายเล่ม ประกอบด้วยคำสวยหรู ตรงตามตำราว่าด้วยการจัดทำแผนงาน ที่ถ่ายทอดมาจากตำราฝรั่ง ซึ่งต้องมีคำทันสมัยอย่างเช่น เป้าประสงค์ แผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด ผลลัพธ์ เป็นต้น
พร้อมกับการนำแผนงานเหล่านั้น ไปใช้ในการของบประมาณโครงการต่างๆซึ่งเงินที่ได้มา ก็ไปถึงบ้าง ไม่ถึงบ้าง หลังจากนั้น วันเวลาก็ผ่านไป ผู้คนก็เปลี่ยนหน้าไป ความสนใจของสังคมก็เปลี่ยนไป แต่ที่ยังอยู่ที่เดิม ก็คือ “ปัญหาเดิม”
ดังนั้นวาระแห่งชาติ จึงดูเหมือนจะคงทนถาวร เป็น วาระแห่งชาติเสมอไป ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเพียงการ “ประกาศ” ว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่การแก้ปัญหาไม่ได้นำไปสู่ผลพวงที่คาดหวังเลย
ยิ่งเมืองไทยเรา ประกาศ ใดๆ ก็มักจะไม่ค่อยมีความหมายหรือนัยสำคัญอะไรอยู่แล้ว ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูประกาศที่สำคัญที่สุดของประเทศ คือประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ก็ยังถูกประกาศจากกระบอกปืน ให้ฉีกทิ้งไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเลย
ผมจึงคิดว่า ถ้าประเมินจากผลพวงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต “วาระแห่งชาติ” ก็คือการประกาศให้เป็นที่ฮือฮากันประเดี๋ยวประด๋าว ตามด้วยการขยับเนื้อขยับตัวของนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการประชุมที่เอ่อล้นไปด้วยเอกสารมากมาย จนเอกสารระเกะระกะ ไปทั่วกรมกองต่างๆ และบ่อยครั้งที่ผมรู้สึกเสียดายทั้งเวลา และทรัพยากรกระดาษ ต้นไม้ รวมทั้งพื้นที่หมกกระดาษ ตามสถานที่ราชการต่างๆ ซึ่งคับแคบอยู่แล้ว
ผมเชื่อว่าปัญหายิ่งใหญ่เพียงใด ก็อยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้ และปัญหาที่ไม่ใหญ่โตนักบางเรื่องอาจใช้เวลาเพียง 2-3 ปี แต่ที่เป็นเรื่องใหญ่ และสะสมมานาน อาจใช้เวลา 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี เพียงแต่ผู้คนที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา จะต้องมุ่งมั่น และช่วยกันทำอย่างต่อเนื่อง และด้วยจิตบริสุทธิ์ ผลพวงจึงจะเกิดขึ้นได้จริง
บ้านเราไม่เป็นเช่นนั้น เช่นปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กันเป็นว่าเล่น บางครั้ง 2 ปี มีรัฐมนตรีศึกษาธิการ 4-5 คน แนวคิดแกว่งไปแกว่งมา ความต่อเนื่องของการบริหารและการแก้ปัญหาขาดหายไป แถมบางครั้งคนที่เป็นรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รับศรัทธาจากข้าราชการ และประชาชน เพราะเข้ามาด้วยการตอบแทนทางการเมือง ฯลฯ อย่างนี้แล้ว ก็อย่าไปหวังเลยว่าเราจะไปได้ไกล
AEC ใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้ว แต่ก็น่าเป็นห่วงมากเช่นกัน ที่ผมแอบคิดอยู่ในใจให้ไกลไปอีกหน่อย ก็คือ ถ้าหากวันใด WEF เกิดขยายการสำรวจ จาก 8 ประเทศ เป็น 9 ประเทศ (โดยเพิ่มพม่า หรือ ลาว ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในการสำรวจครั้งนี้) ขึ้นมา เผลอๆเราอาจจะได้รับเกียรติจาก WEF ให้ได้เป็นเจ้าของอันดับที่9 ซึ่งเป็น เลขมงคล ที่คนไทยชอบกันนักหนา เพราะเลข 9 ของเรา แปลว่า “ก้าวไปข้างหน้า”
ถ้าวันนั้นมาถึงจริง และเราอยู่อันดับสุดท้ายของอาเซียน 9 ประเทศจริงๆ เลขมงคล ก็จะเป็นมงคลจริงๆ เพราะเราขยับเพียงนิดเดียว สมมติว่าขยับขึ้นไปได้เป็นอันดับ 8 แค่นี้ก็ถือว่าเรา “ก้าวไปข้างหน้า” ได้แล้ว ตรงตามมงคลสูตร เลข 9 ของเราพอดี!
ผมก็เขียนประชดหัวใจตัวเอง ไปอย่างนั่นแหละครับ.... เพราะว่าข้างใน มันหดหู่เต็มที