วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติเศรษฐกิจคราวหน้าจะเป็นอย่างไร

เดือนนี้ขอพูดเรื่องที่เครียดและจะเป็นประเด็นถกเถียงกันต่อไปแน่นอน

แต่คิดว่าผมก็คงจะแสดงความคิดเห็นของผม ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ และทั้งหลายทั้งปวงเป็นความคิดเห็นส่วนตัวทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นผู้ใดนะครับ
ก่อนที่จะไปพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไป ขออนุญาตพูดถึงวิกฤตคราวที่แล้วก่อน เพื่อเป็นการปูพื้นและจะทำให้เราสามารถนำประวัติศาสตร์มารับใช้ปัจจุบันได้อย่างมีความหมายมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ วิกฤตคราวก่อนที่เขาเรียกกันว่าต้มยำกุ้งนั้น นับเอาตอนที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2540 ผมส่วนตัวชอบเรียกว่าวิกฤตปี 97 เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากเพียงแต่เวลาคุยกับเมืองนอกเขาก็ยังจำปี 1997ได้ดี ทั้งลูกค้าและเพื่อนพ้องร่วมวงการค้าเงิน เวลาเล่าสู่กันฟังก็จะยังมีความจำได้หมายรู้เรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ก็อาจจะลืมไปแล้ว หรือแกล้งลืมมันซะงั้น
ก่อน ก.ค.ปี 1997 สักประมาณหนึ่งปี เริ่มมีสัญญาณผิดปกติในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนกล่าวคือ มีแรงซื้อดอลลาร์เข้ามาต่อเนื่องจนกระทั่งธปท.โดยทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Equalization Fund,EEF) ต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการขายดอลลาร์ที่อัตราที่ได้ตกลงกันไว้ตามกลไกนโยบายตะกร้าเงินซึ่งทางไทยยังตกลงใช้อยู่ เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นสัก 3-4 ปี เป็นช่วงที่มีเงินทุนไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมาก
ส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด) เข้ามาหากำไร (แบบไม่มีความเสี่ยง) จากส่วนต่างในอัตราดอกเบี้ยระหว่างดอลลาร์กับบาท เราอาจต้องพึงระลึกว่าในช่วงเวลานั้น ระบบการเงินของไทยยังไม่มีตลาดพันธบัตรอย่างที่มีในปัจจุบัน ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยก็จะมีการกำหนดแบบ “นึกๆ เอา” ตามแต่ละกลุ่มธุรกิจ ไม่มีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้ "อ้างอิง”ได้
ดังนั้นบรรดานักเก็งกำไร (แบบไม่มีความเสี่ยง) หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Arbitrageur จึง "แห่”กันเข้ามาทำมาหากินในตลาดเงินบ้านเรา ตอนขาเข้าทุกคนก็ Happy Arbitrageur ก็กินส่วนต่างดอกเบี้ยกันอ้วนไปเลยตั้งแต่ 5%ต่อปีขึ้นไปแล้วแต่ความเสี่ยงทางด้านเครดิตที่เขาจะรับได้ ส่วนความเสี่ยงทางด้านตลาดนั้นเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้
ทั้งนี้เป็นเพราะเรายังคงยืนยันการใช้นโยบายตะกร้าเงินอยู่ บริษัทห้างร้าน,ประชาชนทั่วไปก็รู้สึกดีเพราะทำมาค้าคล่อง กำไรเบิกบานกันถ้วนหน้า ในตอนนั้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กำไรน่าจะทุกบริษัทมากหรือน้อยแล้วแต่กรณี ในแง่ทางการก็แฮปปี้สุดๆ ผู้บริหารนโยบายท่านหนึ่งออกมาพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของเรามีมากและมั่นคง แต่ดูเหมือนว่าทุกคน (ซึ่งกำลังมีความสุขอยู่) ลืมหรืออาจจะแกล้งลืมไปก็คือ ความสุขนั้นเรา "ยืม”เขามา เงินทุนที่ไหลบ่า (ซึ่งทำให้เราฝันว่าเราจะเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย จำได้ไหมครับ) มันเงินเขาทั้งสิ้นและเป็นเงินระยะสั้น (น้อยกว่าหนึ่งปี)
ตอนขาออก เจ้าของเงินเขาจะเอาคืน ตอนนี้แหละที่เป็นปัญหาเพราะพวกเขาจะเอาออกพร้อมๆ กัน เพราะเขาเริ่มไม่มั่นใจว่า ถ้าเขาช้าแล้วทางการไทยอาจจะเลิก commit กับระบบตะกร้าเงินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ปรากฏการณ์ "ไฟไหม้โรงหนัง” จึงเกิดขึ้น ทุกคนวิ่งหาทางออกหนีตาย arbitrager ส่วนใหญ่หนีทัน สุดท้ายโรงหนังไฟไหม้ เจ้าของก็ตายแต่เป็น "ตายทั้งเป็น" ต้องเข้าหา IMF ต้องแก้ไขกันอยู่นานกว่าจะหายจากการตายทั้งเป็น เหตุการณ์หลังจากนั้นคงไม่ต้องเล่า น่าจะรู้กันดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง คนไทยทุกแห่งหนรู้จัก IMF แม้แต่เอามาตั้งชื่อร้านข้าวขาหมู ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร
บทเรียนจากวิกฤตปี 97 ก็คือ 1.อย่าประมาทหรือปรามาส (underestimate) พลังของตลาด คนที่อยู่ในภาคดำเนินนโยบายและมีบทบาททำ “เจ๊งคามือ”ก็ยังอยู่ครบกันทุกคน น่าจะรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดี ไม่มีใครชนะตลาดได้หรอก 2. Risk Management อ่อนแอ ทำให้ขาดการเตือนภัยล่วงหน้าได้นานเพียงพอ 3. อย่าปล่อยให้มีการ arbitrage อย่างที่เป็นมา เพราะมันจะทำให้ระบบการเงินเข้าสู่สถานะไร้เสถียรภาพอย่างเนิ่นนานเกินกว่าที่เครื่องมือจะช่วยเหลือได้และ 4. การบริหารนโยบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายสาธารณะต้องทำแบบ Proactive ไม่ใช่ reactive ไม่งั้นตายหมู่

หากเราเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบัน ผมก็ขออนุญาตวิเคราะห์และเรียนให้ทราบดังนี้นะครับ
1.Timing วิกฤตคราวก่อนเกิดปี 1997 ตามทฤษฎีน่าจะเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นถึงจุดจบ (boom to bust) แต่โลกปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มาตรการป้องกันก็สามารถบรรเทาความรุนแรงที่จะมากระทบได้ดี ผมส่วนตัวให้ไว้ว่าทุกๆ 15-20 ปี เราน่าจะมี crisis ครั้งหนึ่ง ในระหว่างช่วงเวลานั้นๆ ก็อาจจะมี minibust และminiboom อยู่เป็นระยะๆ ดังนั้นหากเอา 15 ปี ตอนนี้ก็เลยมาหนึ่งปีแล้ว ซึ่งหมายความว่า จากวันนี้ถึงปี 2017 โอกาสที่จะเกิดวิกฤตครั้งใหม่ก็จะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้แหละ
2.วิกฤตเศรษฐกิจก็เหมือนกับวิกฤตอื่นๆที่ใช้เวลาบ่มเพาะพอควร ประเด็นที่สำคัญก็คือ เรามีการบอกกันล่วงหน้ากันหรือเปล่า คงต้องกลับไปดูที่ผมเรียนไว้ข้างต้น ในเรื่อง Risk Management และเรื่อง Proactive ลองพิจารณาตัวเราเองและสิ่งรอบข้างตัวเราด้วยใจที่เป็นกลาง แล้วลองตอบดูว่า ปัจจุบันเรามีการบริหารจัดการความเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจดีพอหรือยัง และเราดำเนินการทางด้านนโยบายทางเศรษฐกิจในแบบ Proactiveหรือยัง หากมีอยู่แล้ว ก็ยังพอเย็นใจได้ว่า หากมีวิกฤตก็จะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาไปได้ หากยังไม่มีหรือมีไม่พอก็คงต้องเตรียมตัวไว้นะครับ วินัยการคลังที่ย่อหย่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ที่ไม่เพียงพอ หรือการใช้จ่ายที่เกินตัว หรือการสู้กับตลาดจนทุนสำรองหมดกระเป๋า ล้วนเป็นดัชนีบ่งชี้ว่าเรากำลังเดินเข้าสู่วิกฤต
3.เตรียมตัวอย่างไร อันนี้สิสำคัญที่สุด ผมเชื่อว่าในทุกๆ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การเตรียมพร้อมทางด้านสภาพคล่องจะสำคัญถึงสำคัญที่สุด การถือสินทรัพย์มากๆ(หากไม่ใช่กรณีที่มีสภาพคล่องหรือเงินสดเหลือเฟือ) ก็จะได้รับผลกระทบมากจากวิกฤติเนื่องจากว่าราคาของสินทรัพย์จะลดลง และจะทำการผ่องออกเป็นสภาพคล่องได้ยาก หรือก็ไม่สามารถทำใจขายในราคาที่ต่ำมากๆ ได้ เมื่อมีสัญญาณไม่ค่อยดี ต้องทำการขายสินทรัพย์ก่อนและถือเงินสดไว้ ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ ทำใจไม่ได้หรือไม่ก็โลภว่ามันจะมีราคาสูงขึ้นไปอีก
4.ในช่วงที่เหมาะต้องกระจายความเสี่ยงออกไปลงทุนในตลาดอื่นๆ นอกประเทศ เมื่อเกิดวิกฤต ค่าของเงินจะอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว การไปถือครองทรัพย์สินในต่างประเทศจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสถานะโดยรวมของท่านได้ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่หากสังเกตดีๆ เชื่อผมเถิดว่าโอกาสที่ทางการจะผ่อนปรนเรื่องนี้แบบในปัจจุบัน มันจะอยู่ไม่นานหรอก ถ้าเขาไม่ห้ามก็จะตั้งเกณฑ์ต่างๆ จนท่านเลิกล้มความตั้งใจ
5.สุดท้าย หากเกิดวิกฤตขึ้นมาก็คงต้องทำใจ ทั้งในความหมายทำใจให้นิ่ง มีสติแล้วทำอย่างที่บอกข้างต้น และทำใจยอมรับ (ปลง) สิ่งที่เกิดขึ้น ใช้บทเรียนตอนปี 97 มารับใช้เรามากๆ ก็จะทำใจได้ครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีและพร้อมเดินเข้าสู่วิกฤตด้วยกันนะครับ