วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดิจิทัลฉีกกฎไพรม์ไทม์โทรทัศน์ (1)

กระแสความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อการใช้ดิจิทัลในวันนี้

กระทบไปสู่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลายประเภทที่หยิบใช้ดิจิทัลเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ และพัฒนาจนเกิดเป็นนวัตกรรมในการให้บริการที่พลิกโอกาสธุรกิจ (Digital Transformation) อย่างท้าทาย และเห็นได้ว่าธุรกิจบางกลุ่มได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปรับตัวไม่ทัน
ดังจะเห็นได้จากอุตสาหกรรมบันเทิงที่ให้บริการชมภาพยนตร์ผ่านการเช่าวีดิโอหรือผ่านทางเคเบิลทีวีอย่างเช่น ช่องเอชบีโอ ที่กระแสดิจิทัลก็ได้กลายไปเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วงชิงเค้กก้อนใหญ่ของธุรกิจเอ็นเตอร์เทนท์เมนท์
เน็ตฟลิกซ์ คิดไว
เน็ตฟลิกซ์ (netflix.com) เริ่มให้บริการเช่าดีวีดีทางไปรษณีย์ในปี 2540 เป็นที่นิยมมากในสหรัฐ บุรุษไปรษณีย์จะจัดส่งและรับคืนดีวีดีที่เช่าในซองสีแดงให้ถึงบ้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ รายได้มาจากค่าบริการเป็นรายเดือนจากสมาชิก ปัจจุบันได้ปรับบริการ ให้สมาชิกดูวีดิโอออนไลน์เพิ่ม ซึ่งนับถึงปี 2552 เน็ตฟลิกซ์มีวีดิโอให้เลือกถึง 100,000 เรื่อง และสมาชิกกว่า 10 ล้านราย
ความสำเร็จนี้ทำให้ซีอีโอคนดัง "รีด แฮสติ้งส์" ได้รับเลือกจากนิตยสารฟอร์จูน ให้เป็นนักธุรกิจแห่งปี เมื่อปี 2553 จากวิสัยทัศน์ที่นำธุรกิจมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ของการเช่าดีวีดีผ่านทางไปรษณีย์ มาขยายผลให้เป็นการเช่าผ่านทางออนไลน์หรือบริการในลักษณะที่เรียกว่า “วีดิโอสตรีมมิ่ง”
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เน็ตฟลิกซ์ก็ประสบปัญหาจากการแยกธุรกิจการให้บริการเช่าดีวีดีผ่านไปรษณีย์ออกจากบริการผ่านวีดิโอสตรีมมิ่งจนทำให้เสียสมาชิกไปกว่า 20%

ผู้ริเริ่มนวัตกรรมสตรีมมิ่งวีดิโอ
สิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ แต่แฮสติ้งส์ ใช้เวลา 18 เดือนที่ผ่านมาพลิกธุรกิจได้อีกครั้ง โดยการให้เน็ตฟลิกซ์สร้างคอนเทนท์ของตนเอง ผ่านซีรีส์คุณภาพอย่าง House of Cards, Arrested Development, Hemlock Grove และ Orange Is the New Black ซึ่งใช้เงินลงทุนรวมหลายร้อยล้านดอลลาร์
หลังจากที่ House of Cards เปิดฉายผ่านเน็ตฟลิกซ์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ก็สามารถสร้างรายได้กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านรายในสหรัฐ จนทำให้หุ้นของเน็ตฟลิกซ์กลับมาอยู่ที่ระดับ 200 ดอลลาร์อีกครั้ง
กล่าวได้ว่าเน็ตฟลิกซ์ได้เปลี่ยนธุรกิจเป็น "Streaming TV Network Service" ที่สมาชิกสามารถเลือกชมภาพยนตร์ได้ทุกที่ ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์กว่า 1,000 ชนิด ปราศจากโฆษณาและไม่ต้องรอไพรม์ไทม์ โดยสมาชิกสามารถควบคุมหรือหยุดวีดิโอได้เองผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น
นับถึงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เน็ตฟลิกซ์มีสมาชิกกว่า 29.2 ล้านรายในสหรัฐ และ 37 ล้านรายจาก 40 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันมีผู้ชมวีดิโอจากเน็ตฟลิกซ์กว่า 4,000 ล้านชั่วโมงต่อไตรมาส บริการของเน็ตฟลิกซ์ในสหรัฐจัดได้ว่าใช้อินเทอร์เน็ตแทรฟฟิก สูงที่สุดถึง 32.25% ของแทรฟฟิกในช่วงไพรม์ไทม์ที่มีการดูทีวีในครัวเรือนมากสุด
เน็ตฟลิกซ์ได้ปรับองค์กรจากการจัดส่งดีวีดีทางไปรษณีย์มาเป็นการให้บริการสตรีมมิ่งวีดิโอเต็มรูปแบบ และเป็นลูกค้ารายสำคัญของอเมซอนเว็บเซอร์วิส ในการใช้ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก โดยระบบจะรองรับการทำงานทั้งในเรื่องข้อมูลลูกค้า แนะนำรายการวีดิโอ Digital Rights Management รวมถึงการแปลงไฟล์วีดิโอให้อยู่ในฟอร์แมตที่เหมาะสมต่ออุปกรณ์ของผู้ชม รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยทีมวิศวกรและนักพัฒนากว่า 700 คนที่ดูแลการให้บริการสตรีมมิ่ง การทดสอบระบบที่เข้มข้นที่สุด รวมถึงพัฒนาเซอร์วิสใหม่ ทำให้เน็ตฟลิกซ์พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ทันสมัยที่สุดขึ้นใช้เอง
เน็ตฟลิกซ์ได้พลิกกลยุทธ์จากการเป็นให้บริการดีวีดีมาเป็นทีวีเน็ตเวิร์ค ผู้สร้างคอนเทนท์ในเชิงซีรีส์คุณภาพและแพร่ภาพผ่านระบบสตรีมเซิร์ฟเวอร์ที่มีนวัตกรรมทันสมัยและรวดเร็ว เพื่อให้สมาชิกได้รับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุด ซึ่งบริษัทย้ำว่าสิ่งที่ต้องการในวันนี้ คือ เวลาของผู้บริโภค
คงปฏิเสธไม่ได้ว่านวัตกรรมและบริการของเน็ตฟลิกซ์ได้ท้าทายบริการเคเบิลเน็ตเวริค์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ อย่าง คอมแคสท์ (comcast.com) รวมถึงทีวีเน็ตเวิร์คอย่างฟ็อกซ์ หรือซีบีเอส รวมถึงคู่ค้า อย่างอเมซอน ซึ่งเริ่มให้บริการอเมซอน ไพรม์ เช่นกัน ซึ่งคอมแคสท์ได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจมากมายเพื่อเข้าแข่งขันในสนาม Streaming TV Network Service กับเน็ตฟลิกซ์
คราวหน้า มาลองติตตามกันว่าคอมแคสท์และคู่แข่งรายอื่นจะมีแผนพลิกโอกาสทางธุรกิจด้วยดิจิทัลอย่างไร