หากเศรษฐกิจไทย ไม่อยากตามรอย อินโดนีเซียและอินเดีย สิ่งที่ต้องทำคือต้องปิดจุดอ่อนสำคัญ"ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด"
เพราะหากปล่อยให้ขาดดุลในปริมาณที่มากและยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น สร้างความอ่อนไหวในตลาดเงิน ตลาดทุน ซึ่งกรณีของสองประเทศ อินโดนีเซียและอินเดีย เผชิญมาแล้ว ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก ฉุดค่าเงินของตัวเองอ่อนค่าอย่างมาก จนล่าสุดทั้งสองประเทศต้องหาทางปิดบาดแผลของตัวเอง โดยอินโดนีเซียเป็นประเทศแรก ที่ประกาศมาตรการสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาสภาพคล่องเงินดอลลาร์ หลังจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนเงินออกจากตลอดหุ้นและตลาดพันธบัตรในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินรูเปี๊ยะห์ร่วงแตะระดับต่ำสุดใหม่ในรอบ 4 ปีเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา มาที่ 10,830 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2552 และมีแนวโน้มว่าจะดิ่งลงมากที่สุดในรอบกว่า 5 ปี
ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศมาตรการจะลดการนำเข้าโดยเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ที่มีราคาแพง, ลดการนำเข้าน้ำมัน และออกมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตร และโลหะ รวมถึงเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน ขณะที่ตั้งเป้าจะเพิ่มความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับอินเดีย หาทางลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด วางแผนมาตรการปรับโครงสร้าง เพื่อลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และเพิ่มการออมภายในประเทศมากขึ้น
สำหรับประเทศไทยและมาเลเซีย กำลังถูกจับตามองจากนักลงทุนต่างประเทศว่าจะเผชิญความยากลำบากต่อจาก อินเดียและอินโดนีเซีย เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการขาดดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ มองว่าไทย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น ประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็ว ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะ ปั่นป่วนในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจาก 3 ประเทศนี้มีเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่แข็งแกร่งกว่าอินโดนีเซียและอินเดียเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันประเทศมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในอัตราที่สูงขึ้น เป็นอย่างมาก และได้ลดหนี้สกุลเงินต่างประเทศลงมากนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงิน ต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็นต้นมา วันนี้ประเทศไทย มาเลเซียและ ฟิลิปปินส์ สกุลเงินของประเทศร่วงลงแตะจุดต่ำสุดรอบหลายเดือน เพราะนักลงทุนเริ่มเห็นสัญญาณในอนาคต บวกกับกังวลเฟดอาจจะปรับลดขนาดมาตรการคิวอี ลงจากระดับ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในปัจจุบัน โดยเฉพาะไทยเริ่มมีแนวโน้มอ่อนแอ หลังจากยอดส่งออกดิ่งลง และเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวลงเกินคาดในไตรมาส 2 ที่ไทยมียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 หลังจากมียอดเกินดุล 1.3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก
ตัวเลขส่งออกเดือนกรกฎาคม และการขาดดุลขาดค้า สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่อาจนิ่งนอนใจกับบาดแผลทางเศรษฐกิจ เพราะนับวันยิ่งขยาย จนน่าวิตกมากขึ้น โดยล่าสุดส่งออกของไทย มีมูลค่า 19,064.1 ล้านดอลลาร์ ลดลง1.48% และในรูปเงินบาทมีมูลค่า 584,273.8 ล้านบาทลดลง 3.41% ส่วนระยะ 7 เดือนแรกของปี 2556 มีมูลค่า 132,368.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.60% ส่วนในรูปเงินบาทมีมูลค่า 3,920,281.5 ล้านบาทลดลง 3.68% ที่สำคัญเมื่อหันมาดูยอดดุลการค้า ในระยะ 7เดือนขาดดุลการค้ามาทุกเดือน ยอดสะสมขาดดุลรวมไปแล้ว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์หรือ 5.9 แสนล้านบาท ซึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ยอดส่งออกลดลง เพราะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว
เราเห็นว่าสิ้นปีนี้ต้องยอมรับสภาพแล้วว่าการส่งออกคงขยายตัวไม่ถึง 5% อย่างที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)คาดการณ์ เพราะหากจะให้เป็นไปตามนั้น ส่งออกในรูปดอลลาร์ ต้องมีมูลค่าเดือนละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก และในระยะสั้น1-2 ปีคงยากที่จะเห็นการส่งออกกลับมาฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะคู่ค้าสำคัญของไทยในเอเชีย ที่เศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัวโดยเฉพาะจีน อินเดีย ดังนั้นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งส่งออกถึงจะกลับมาฟื้นตัว แต่สิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศได้ คือมาตรการของไทย ที่มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างส่งออก เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รัฐบาลส่งเสริมการวิจัย รวมไปถึงกำหนดยุทธศาสตร์ว่าประเทศไทย จะโพกัสสินค้าส่งออกประเภทไหนบาง ที่สามารถยึดตลาดอย่างยั่งยืนโดยไม่ผันผวนไปกับค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง
ซึ่งหากเราสามารถส่งสัญญาณในเชิงนโยบายในอนาคตได้ว่าประเทศไทยกำลังปรับโครงสร้างส่งออกแล้ว ความห่วงใยเรื่องการขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะลดความรุนแรงลง ความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยย่อมจะมีมากขึ้น เพราะต้องอย่าลืมว่าแม้เราจะมีอัตราเพิ่มรายได้ด้านท่องเที่ยว และบริการมากขึ้นแต่เมื่อเทียบกับรายได้ส่งออกแล้วยังห่างไกลกันมาก หากรัฐบาลเริ่มคิด"ปฏิรูปส่งออก"ตั้งแต่วันนี้ ถือว่ายังไม่สาย








