ตามที่ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกฎหมายการแข่งขันทางการค้าในสี่ตอนที่ผ่านมาท่านผู้อ่านน่าจะเริ่มคุ้นเคยกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามากขึ้น
บทความฉบับนี้เราจะมาศึกษากันถึงกฎเหล็กข้อที่ 4 และข้อที่ 5 ไปในคราวเดียวกันเลยค่ะ
กฎเหล็กข้อที่ 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการห้ามไม่ให้กีดกันผู้บริโภคตามมาตรา 28 ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งกำหนดห้ามผู้ประกอบธุรกิจกีดกันโอกาสผู้บริโภคในการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ในกรณีนี้เป็นการที่ผู้ประกอบธุรกิจมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ต่างประเทศ โดยอาจเป็นความสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ เช่น เป็นหุ้นส่วน ผู้แทนจำหน่าย เป็นต้น และผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยต้องการให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการจากตนเองในประเทศไทยเท่านั้น โดยห้ามไม่ให้ลูกค้าไปสรรหาซื้อสินค้าหรือบริการเดียวกันจากผู้ประกอบธุรกิจในต่างประเทศโดยตรง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายการแข่งขันทางการค้าได้ให้ความเห็นไว้ว่า กฎดังกล่าวไม่มีที่มาที่ไปจากกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของต่างประเทศ มีแต่ในประเทศไทย การทำธุรกิจกับคู่ค้าในต่างประเทศจึงค่อนข้างคลุมเครือว่าทำไมผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กันจะตกลงจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าเฉพาะภูมิภาคของตนไม่ได้ อีกทั้งมาตรา 28 นี้ไม่มีแนวทางปฏิบัติออกมาเหมือนกับกฎเหล็กอื่นๆ ทำให้วัตถุประสงค์การบังคับใช้และขอบเขตของกฎดังกล่าวไม่ค่อยชัดเจนนัก
กฎเหล็กข้อที่ 5 เป็นกฎที่ห้ามผู้ประกอบธุรกิจกีดกันผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นโดยไม่เป็นธรรมตามมาตรา 29 ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า มาตรา 29 นี้ถือเป็นข้อกฎหมายที่จับการกระทำความผิดทุกกรณี (Catch-all provision) อันเป็นพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practice) โดยเป็นการควบคุมไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใดๆ ที่ไม่เป็นการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม และมีผลทำให้ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นได้รับความเสียหาย ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะของบทบัญญัติข้อนี้ค่อนข้างกว้างและคลุมเครือ อย่างไรจึงถือว่าไม่เป็นธรรม อย่างไรจึงถือว่าไม่เสรี และความเสียหายที่เกิดต่อผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นจะต้องร้ายแรงเพียงใดจึงจะถือว่าผิดมาตรานี้
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเป็นผู้มีดุลพินิจว่าพฤติกรรมใดจะถือว่าไม่ใช่การแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม จึงต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าจึงได้ออกแนวปฏิบัติพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 29 (“แนวปฏิบัติ”) เพื่อกำหนดขอบเขตการบังคับใช้มาตราดังกล่าว โดยบังคับใช้กับการกระทำระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเท่านั้น และบังคับใช้กับการกระทำที่ไม่เป็นการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจทุกรายที่ไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะถูกจับโดยมาตรานี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่หรือเล็กเพียงใด โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวได้กำหนดตัวอย่างลักษณะพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมไว้ 6 ประการหลัก ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้ค่ะ
(1) การกำหนดหรือรักษาระดับราคาซื้อ/ขายอย่างไม่เป็นธรรม เช่น พฤติกรรมที่ผู้ประกอบธุรกิจมีการกำหนดราคาที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนโดยไม่มีสาเหตุ หรือพฤติกรรมที่ผู้ประกอบธุรกิจบางรายอาจกำหนดราคาต่ำกว่าทุน หรือกำหนดราคาจำหน่ายเพื่อจำกัดคู่แข่ง หรือมีพฤติกรรมการกำหนดราคาที่แตกต่างกันกับลูกค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน เป็นต้น
(2) การกำหนดเงื่อนไขจำกัดทางเลือกในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น เช่น กำหนดห้ามขายสินค้าของคู่แข่ง หรือกำหนดพื้นที่จำหน่ายสินค้า หรือการบังคับขายพ่วง (การบังคับผู้ซื้อว่าหากต้องการซื้อสินค้าหรือบริการหนึ่ง ต้องซื้อสินค้าหรือบริการอีกอย่างหนึ่งด้วย) เช่น คดีการบังคับขายเบียร์พ่วงเหล้า เป็นต้น หรือการกำหนดราคาขายต่อ/ขายปลีก ซึ่งเป็นการกำหนดให้ลูกค้าจำหน่ายสินค้าต่อตามราคาที่กำหนด
(3) การปฏิเสธหรือเลือกปฏิบัติที่จะประกอบธุรกิจโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น เลือกปฏิบัติด้วยการกำหนดข้อเรียกร้องหรือเงื่อนไขบางประการท่านั้น
(4) การใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น หรือบังคับหรือชักจูงลูกค้าให้ประกอบธุรกิจของตน หรือกำหนดข้อเรียกร้องใดๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น
(5) การกระทำใดๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลความลับทางการค้า หรือเทคโนโลยีของผู้ประกอบธุรกิจอื่น
(6) การกระทำอื่นใดที่ไม่เป็นวิสัยทางการค้าปกติ และมีเจตนาทำลายให้เสียหาย ขัดขวาง กีดกัน หรือจำกัดการประกอบธุรกิจ หรือไม่ให้ผู้อื่นประกอบธุรกิจ หรือต้องล้มเลิกธุรกิจไป
ผู้เขียนเห็นว่า พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหลายกรณีที่กำหนดไว้ในแนวปฏิบัตินั้นไม่แตกต่างจากพฤติกรรมที่ต้องห้ามของผู้มีอำนาจเหนือตลาดตามมาตรา 25 มากนัก ความแตกต่างอาจอยู่ที่ภาระการพิสูจน์ โดยการที่จะผิดมาตรา 29 ได้ นอกจากจะมีพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว จะต้องส่งผลให้ธุรกิจของผู้อื่นถูกทำลาย ได้รับความเสียหาย ถูกขัดขวาง กีดกัน หรือจำกัดการประกอบธุรกิจด้วย
ผู้เขียนขอทิ้งท้ายว่า แม้ว่าจะมีอยู่ไม่กี่ประเทศที่มีข้อกฎหมายจับการกระทำความผิดทุกกรณี แต่พฤติกรรมที่ต้องห้ามตามแนวปฏิบัติส่วนใหญ่ก็เป็นพฤติกรรมที่ต้องห้ามในหลายประเทศทั่วโลกตามหลักสากลของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เช่น การกำหนดราคาขายต่อ/ขายปลีก การกำหนดให้ทำธุรกิจเฉพาะกับตน หรือการพ่วงขายสินค้าอื่น เป็นต้น
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่









