ตามครรลองของสิทธิมนุษยชนจะไม่มีกรณีฟ้าลิขิตในเรื่องการดำรงสิทธิของความเป็นพลเมือง การพัฒนาการเมือง การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม
แต่ประเด็นเหล่านี้จะต้องพัฒนาหรือปฏิรูปโดยหลักการของการกำหนดวิถีชีวิตตนเองของประชาชนในสังคม หากสังคมนั้นๆ ยอมรับหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือหลักสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานของการปกครองประเทศ
หลักการของสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตตนเองทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมได้มีการพัฒนามาเป็นเวลานานและเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลอยู่ในรูปของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่แม้แต่ประเทศไทยก็ได้ให้การยอมรับและปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศนี้ตลอดมา จึงอาจสรุปได้ว่ากระบวนการในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองของประเทศจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตตนเองของประชาชน
ระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไปแล้วจะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งครอบคลุมทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ดังนั้น การพัฒนาหรือการปฏิรูปการเมืองอันเป็นความพยายามเพื่อเป็นการจัดการความขัดแย้งที่ผ่านมาก็ดี หรือเพื่อปรับปรุงโครงสร้าง กระบวนการ วิธีการ หรือกลไกเพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาก็ดี จึงต้องถือว่าเป็นกระบวนการเพื่อการกำหนดวิถีชีวิตตนเองของประชาชนด้วยเช่นกัน
วาทกรรมว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาการเมืองของไทยจึงมีประเด็นในทางปฏิบัติอยู่เสมอ ซึ่งแต่เดิมประชาชนจะมีการรับรู้ว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และกลไกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับต่างๆ เป็นช่องทางของการมีส่วนร่วมทางการเมือง และเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งผ่านพ้นการเสวนาทั่วประเทศไปอีกครั้งหนึ่งนัยว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยปฏิบัติกันมาก่อนและเป็นไปตามคำแนะนำของ คอป. ก็ตาม
ในคราวนี้ตามที่เป็นการริเริ่มของรัฐบาลจัดให้มีสภาปฏิรูปการเมือง แม้จะยังไม่มีความชัดเจนถึงบทบาทและภารกิจที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ แต่ในมุมมองของในการกำหนดวิถีชีวิตตนเองก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามองและติดตามความเคลื่อนไหว ซึ่งหากมองโลกในแง่ดีต้องถือว่าเป็นกระบวนการประชาธิปไตยในอีกมิติหนึ่ง
ความหมาย ขอบเขต และกระบวนการของการกำหนดวิถีชีวิตตนเองของประชาชนในสังคมประชาธิปไตยจึงเป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ทุกคนต้องเอาใจใส่ เพราะความชอบธรรมจะเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินกระบวนการประชาธิปไตย และความชอบธรรมนี่เองในเชิงนามธรรมสามารถสร้างโดยวาทกรรมได้
แน่นอนว่าการเลือกตั้งซึ่งประกอบด้วยการมีสิทธิและใช้สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชน รวมทั้งการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระดับต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งของการกำหนดวิถีชีวิตตนเองทางการเมืองที่เราคุ้นชินกันในสังคมไทย
หากจะกำหนดให้สภาปฏิรูปการเมืองในเวอร์ชั่นใหม่นี้เป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาการเมืองไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา และเพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง จึงขอเสนอกรอบแนวคิดของสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมืองภายใต้แนวปฏิบัติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงหลักการกำหนดวิถีชีวิตตนเองได้อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคมาเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการดำเนินการของสภาปฏิรูปการเมืองในคราวนี้
การมีส่วนร่วมของประชาชนและการฟังเสียงของประชาชนจึงเป็นหลักการที่ท้าทายสังคมไทยมาโดยตลอดว่าเราจะมีวิธีการและเทคนิคอย่างไรที่เท่าทันกับสถานการณ์การเมืองและสังคมในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมทางการเมืองนอกเหนือจากการลงสมัครรับเลือกตั้งหรือลงคะแนนเสียงแต่เพียงอย่างเดียว
การเพิ่มสัดส่วนรูปธรรมของประชาธิปไตยทางตรงให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ถือว่าเป็นโจทย์ท้าทายต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงพัฒนาการของการเมืองไทยภายใต้การปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ด้วยเหตุที่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีความซับซ้อนมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น ตามสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมทั้งภายในประเทศและระดับโลก เพื่อป้องกันความขัดแย้งของผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เห็นว่าน่าจะนำหลักการกำหนดวิถีชีวิตตนเองทางการเมืองมาเป็นปัจจัยในการสร้างสมดุลผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มมากขึ้น
ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยไม่ว่าจะกี่ฉบับที่ผ่านมาและหลักพันธกรณีระหว่างประเทศในเรื่องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้มีการยอมรับหลักการของการกำหนดวิถีชีวิตตนเองอยู่เสมอโดยชัดเจนว่าการยอมรับดังกล่าวจะไม่สร้างความชอบธรรมให้กับผู้คิดล้มล้างรัฐธรรมนูญและแบ่งแยกดินแดนเป็นอันขาด
รูปธรรมของการเข้าถึงกระบวนการอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปในทุกรูปแบบ









