วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงจีนสูงแค่ไหน?

ช่วงนี้มีหลายฝ่ายออกมาประเมินความเสี่ยงของประเทศจีนว่า ภายใต้ผู้นำชุดใหม่จะเป็นอย่างไรต่อ บทความนี้ จะขอแบ่งการประเมินออกเป็น 2 ส่วน

ได้แก่ ความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจ และ ความเสี่ยงทางการเมือง

เริ่มจาก ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ มีนักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินอยู่หลายท่าน อาทิ ดร. พอล ครุกแมน ให้ความเห็นไว้ใกล้เคียงกันว่าเศรษฐกิจจีนกำลังถึงจุดเปลี่ยนดังนี้

ในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยที่การลงทุนมีอัตราส่วนต่อจีดีพีสูงขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดมีอยู่ถึงเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพี ในขณะที่การบริโภคคิดเป็นอัตราส่วนที่ค่อนข้างน้อย ตรงนี้ ครุกแมนมองว่าเกิดจากการที่แรงงานของจีนในภาคเกษตรที่อยู่ในชนบทซึ่งมีอยู่มากมาย สามารถแทนที่แรงงานที่ทำงานในเมืองได้ตลอด ทำให้ไปกดค่าจ้างให้ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจจีนจึงโตได้โดยที่การบริโภคโดยรวมของประเทศยังไม่สูงมากนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ครุกแมนประเมินว่า ผลประโยชน์หรือรายได้จากการเติบโตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นไปตกกับชนชั้นปกครองมากกว่าประชาชนรากหญ้า

อย่างไรก็ดี หากมองไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า สถานการณ์ด้านแรงงานของจีนกำลังมาถึงจุดที่เปลี่ยนไป โดยที่แรงงานในชนบทกำลังเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งสถานการณ์แรงงานของประเทศเข้าสู่จุดที่ลูกจ้างสามารถเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นได้ ดังรูปที่ 1 และ 2 นั่นคือ ผลตอบแทนจากการลงทุนจะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งไม่คุ้มที่จะลงทุนเพิ่ม ในทางกลับกัน การบริโภคก็จะมีสัดส่วนต่อจีดีพีสูงขึ้นเรื่อยๆ

คำถามคือ การเปลี่ยนโหมดดังกล่าว ทางการจีนจะสามารถบริหารจัดการให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีหรือไม่ ตรงนี้ เสียงแตกเป็น 2 ฝั่งครับ ฝากหนึ่งเห็นว่าจีนคงต้องประสบกับวิกฤตดังกล่าวในไม่ช้า เนื่องจากที่ผ่านมาไม่พยายามจะปรับตัวในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ดี สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าจีนน่าเอาตัวรอดได้ เนื่องจากจีนไม่เหมือนประเทศอื่น ตรงที่ หนึ่ง เงินและทรัพยากรของประเทศถูกจัดสรรโดยรัฐบาลกลาง จึงยังมีเครื่องมือต่างๆ ให้สามารถค่อยๆ แก้ไขความไม่สมดุลดังกล่าวได้ สอง จีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมี Untapped resource อยู่มาก และ สาม แนวคิดทางเศรษฐกิจจีนของผู้นำจีนต่างจากประเทศอื่น มีการคิดหมากไว้ล่วงหน้าหลายชั้นไว้ก่อน

แม้ความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจจะมีอยู่ไม่น้อย ทว่าความเสี่ยงทางการเมืองตอนนี้กลับยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ มีความเห็นจากกูรูหลายท่านมองคล้ายคลึงกันว่า ทางการจีนประเมินว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลงถือว่าเป็นความท้าทายที่สามารถจัดการได้ โดยแท้จริงแล้ว รัฐบาลจีนกลับประเมินว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับให้เป้าหมายทางเศรษฐกิจต่างๆ มีความสมดุลยิ่งขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้รัฐบาลจีนใช้เป็นเครื่องมือหาคะแนนเสียงซื้อใจประชาชนเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ การลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจส่งผลให้การบริโภคทรัพยากรธรรมชาติลดลง ซึ่งช่วยให้มลภาวะโดยรวมที่ปล่อยของเสียออกมาสู่บรรยากาศโลกมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนทางการเมืองของรัฐบาลในเวทีโลกเรื่อยมา นอกจากนี้ การชะลอตัวดังกล่าว ยังช่วยชะลอการขึ้นมาอย่างร้อนแรงของราคาที่ดินในประเทศซึ่งมีวี่แววว่าจะกลายเป็นฟองสบู่ในที่สุด ทั้งหมดนี้ ผู้นำชุดใหม่ของจีนเชื่อว่าข้อดีทั้งหมดจะมีน้ำหนักมากกว่าอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

หากมองให้กว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ทางการจีนมิได้มุ่งแต่ใส่เงินทุนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังสูงใกล้เคียงกับตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยแทนที่จะมุ่งให้ฟองสบู่ที่กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ และรอวันจะแตก กลับจะทำให้มีขนาดที่เล็กลง อาจจะมองได้ว่า ผู้นำจีนชุดใหม่นี้กลัวความเสี่ยงน้อยกว่าและมีสายตาในการมองภาพเศรษฐกิจที่ไกลกว่าผู้นำในอดีต

หากพิจารณาบุคลิกของตัวประธานาธิบดีคนใหม่ นายสี จิ้นผิง จะเห็นได้ว่านายสีมีสไตล์ที่มุ่งมั่น เปิดเผย และอาจดูมีเสน่ห์กว่าผู้นำในอดีต ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ก็ได้รับการประเมินในทางบวกจากสื่อมวลชนทั่วโลก ดูเหมือนว่านายสีจะพยายามหาจุดกึ่งกลางระหว่างจุดยืนที่พรรคคอมมิวนิสต์รับได้และการที่จะพาจีนออกสู่เวทีโลกอย่างสง่าผ่าเผย

อย่างไรก็ดี การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นมา ซึ่งมีความต้องการการบริโภคที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังมีรายได้ไม่สูงมากที่อยู่ในชนบท ในระยะสั้นแล้ว การชะลอตัวของเศรษฐกิจอาจเป็นผลดีกับการลดช่องว่างของระดับรายได้ของคนทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ดี ในระยะยาว หากกลุ่มที่มีรายได้สูงเคยชินกับการเรียกร้องสิทธิพิเศษต่างๆ ย่อมจะทำให้ความวุ่นวายเกิดขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งในระยะเวลาปี 2 ปีนี้ ความวุ่นวายดังกล่าวคงจะไม่เกิดขึ้นเนื่องจากโครงสร้างประชากรของจีนยังมีคนวัยทำงานอยู่มาก และมีวัยรุ่นในสัดส่วนที่ไม่มากนัก อย่างไรก็ดี ในระยะยาวโจทย์ดังกล่าวคงต้องเป็นการบ้านที่หนักอยู่ไม่น้อยสำหรับนายสีและคณะในการบริหารจัดการประเด็นดังกล่าว


หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มใหม่ล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ