ถือเป็นเรื่องดีที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศตัวเป็น"ผู้นำ" นำทีมคณะรัฐมนตรีใหม่
ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านทุจริต เพราะหัวใจแห่งความสำเร็จในการปราบปรามคอร์รัปชันนั้น ของประเทศต่างๆ นั้นผู้นำต้องถือธงนำหน้า เพื่อบังคับกฎหมายให้เป็นจริง เพราะเมื่อกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใสในสังคมก็ย่อมมีมากขึ้น ซึ่งจริงแล้วนายกรัฐมนตรี ควรออกมาแสดงให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และขณะนั้นจนถึงวันนี้ หลายฝ่าย รวมถึงคณะกรรมการป้องกันปราบปรามคอร์รัปชัน หรือป.ป.ช.ก็เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ออกมายืนแถวหน้า ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้ชัดเจนมากนัก
ดังนั้นการนำทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ออกมาประกาศเจตนารมณ์ ต่อต้านทุจริต เราเห็นว่าเป็นเรื่องดีและถูกต้อง แต่จะเกิดผลมากกว่านี้คือต้องปฏิบัติให้เห็นเชิงประจักษ์ว่านายกรัฐมนตรี จัดการจริงๆ ไม่สนว่าจะเป็นใคร โดยเฉพาะบทเรียนในต่างประเทศนั้น การปราบปรามคอร์รัปชัน ได้ผลต้อง"จับปลาตัวใหญ่"นั้นหมายความว่าเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ นักการเมืองระดับสูงให้ประชาชนเห็นว่า ทุกคนหากโกงแล้วก็ไม่สามารถมีอภิสิทธิ์ชน อยู่เหนือกฎหมายได้ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันประชาชน มองว่าคนใหญ่ คนโตในสังคมนั้นกฎหมายเอาผิดไม่ได้
โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้นำ ครม.ชุดใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “เดินหน้าพัฒนาประเทศไทย โดยยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยการสร้างมิติใหม่ให้เป็นคณะรัฐมนตรีที่มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ สร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกฝ่ายในสังคมร่วมตรวจสอบให้เกิดความมั่นใจและเดินหน้าพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน” ทั้งนี้ประกาศเป้าหมายว่ามีการวางแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก สร้างมาตรฐานด้านจริยธรรม คุณธรรม ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในสังคม และวางระบบช่องทางพิเศษในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐทุกช่องทาง
รวมถึงมีการแก้กฎหมายเพื่อให้การตรวจสอบการทุจริตเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว วางมาตรการเบื้องต้น 3 ประการ ประกอบแรกการส่งเสริมผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในทุกขั้นตอน ตามที่กฎหมายกำหนด และให้ปฏิบัติกับผู้เสนอราคาทุกรายอย่างเท่าเทียม 2.วางมาตรการให้บุคคลจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ได้รับการฝึกอบรมทักษะในการเข้าสังเกตการณ์กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้มีหน้าที่สอดส่องและเสนอแนะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เกิดความโปร่งใส และเกิดความเชื่อมั่น หากพบการทุจริตหรือประพฤติมิชอบจะต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที และ 3.รัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเสริมสร้างความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
จะเห็นว่ากรอบที่นายกรัฐมนตรีวางไว้นั้น คือแนวทางที่ข้าราชการ นักการเมืองพึ่งต้องปฏิบัติ แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรี จะสามารถสร้างความมั่นใจได้นั้นคือจัดการเรื่องเฉพาะที่สาธารณะสงสัยและส่วนใหญ่เชื่อว่ามีการทุจริต ซึ่งหลายท่านมองว่า"ทุจริตทุกขั้นตอน"นั้นคือโครงการรับจำนำข้าว เพราะต้องอย่างลืมว่า บุคคลที่ออกมาเปิดเผยนั้นคือข้าราชการประจำ ที่เกาะติดโครงการ และปกตินิสัยแล้วข้าราชการทั่วไปจะไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น แต่สำหรับ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีต่างรู้จักและทราบดีว่าเป็นคนตรงไปตรงมา ทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ดังนั้นแทนที่นายกรัฐมนตรี จะออกมาแสดงอารมณ์ฉุนหรือไม่พอใจ หากมีเจตนารมณ์ที่จะปราบปรามคอร์รัปชันจริงๆ ควรชื่นชมและ ดึงเข้ามาอยู่ในทีมงานให้ข้อมูลเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างแท้จริง แทนที่จะแสดงออกมาให้สังคมเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีไม่เชื่อว่าจะมีการทุจริตในโครงการจำนำข้าว เพราะไม่เฉพาะ รองปลัดกระทรวงการคลังเท่านั้น ที่เห็นได้ นักวิชาการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ก็ออกมาเตือน และเสนอแนะให้จัดการแก้ไขเสมอมา ที่สำคัญการพิสูจน์ว่าโครงการดังกล่าวไม่มีการทุจริต คอร์รัปชันนั้น ไม่ได้พิสูจน์ เพียงแค่การตรวจสต็อก อย่างที่นายกรัฐมนตรีพยายามชี้แจง
เราเห็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศ ต้องผลักดันให้ประเทศมีความโปร่งใสให้ได้ และปฏิบัติให้เห็น ซึ่งเราเชื่อว่าสังคมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะต้องอย่าลืมว่าคนทุกระดับชั้นเกลียดกระบวนการที่ไม่โปร่งใส เพราะนั้นคือต้นทุนที่เขาต้องจ่าย และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหตุที่ต้องยอมจ่ายเพื่อความได้เปรียบคนอื่นนั้น เนื่องจากระบบบีบ ให้ต้องจ่ายใต้โต๊ะ เพราะคนทำผิดไม่ถูกกฎหมายลงโทษ จึงเกิดภาวะสังคมแห่งการฉวยโอกาส สังคมแห่งการทุจริตคอร์รัปชัน ขยายลุกลามไปทั่วทุกระดับและทุกพื้นที่ ซึ่งสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือไอโอดี ได้คำนวณกันว่า " ถ้าหากประเทศไทยสามารถลดการทุจริตคอร์รัปชันลงได้ จะทำให้การเจริญเติบโตของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 50 "









