วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอมาก นับตั้งแต่ปัญหาภาคสถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
และต้องการการเพิ่มทุนจำนวนมาก สถานการณ์ลุกลามกระทบทำให้เกิดภาวะถดถอยทั่วโลกครั้งใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงปัจจุบันหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปยังฟื้นตัวอย่างอ่อนแอและหลายประเทศยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องใช้มาตรการกระตุ้นอย่างแรงทั้งมาตรการ การเงิน การคลัง คือ การดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายโดยการอัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ตลาดเงินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปีเศษ ควบคู่ไปกับการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
มาตรการทางการเงินที่รู้จักกันดี คือ มาตรการ QE (Quantitative Easing) ของสหรัฐอเมริกาที่เป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบที่ทำเนื่องมาเป็นรอบที่สามที่เรียกว่า QE-3 เป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบและอายุต่างๆ เดือนละ 85 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการประชุมคณะกรรมการธนาคารสหรัฐอเมริกา ในเดือนเมษายนนี้มีคำแถลงผลการประชุมว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (moderate pace) อาจจะเริ่มทยอยปรับลดการอัดฉีดเงินน้อยกว่า 85 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือนและโครงการซื้อพันธบัตรนี้อาจยุติลงในกลางปีหน้า
คำแถลงดังกล่าวสะท้อนว่า เฟดมีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามากขึ้น ที่แม้จะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่ต่ำร้อยละ 2.3-2.6 ในปี 2556 นี้ แต่ก็มีคาดการณ์ว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะดีต่อเนื่องในอัตราร้อยละ 3.0-3.5 ในปี 2557 ส่วนอัตราการงานของสหรัฐอเมริกาจะลดลงจากระดับร้อยละ 7.6 ในปัจจุบันลงเหลือประมาณร้อยละ 6.5 ในสิ้นปี 2557 และธนาคารกลาง ยังกำหนดเป้าหมายที่จะรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อไว้ไม่ให้สูงเกินกว่าร้อยละ 2 (อยู่ในช่วงร้อยละ 1-2)
หลังประกาศคำแถลงผลการประชุมของเฟด มีผลกระทบรุนแรงทำให้ ราคาหุ้น พันธบัตรและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างปรับตัวลงอย่างรุนแรง ในลักษณะการแห่เทขายแบบตื่นตระหนก ดังจะเห็นได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ (Dow Jone, S&P, และ Nasdaq Composite) ปรับลดลงทันทีร้อยละ 1.1-1.4 ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงตาม ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน ตลาดหุ้นไทยตกลงถึง 150 จุด จากระดับ 1,562 จุด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ลงมาต่ำสุดที่ระดับ 1,400.5 จุดในวันที่ 21 มิถุนายน อันเป็นผลมาจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก การเทขายหุ้นเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเทขายพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก ซึ่งปรากฏการณ์การเทขายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตลาดไทยแต่เกิดขึ้นกับตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด
ปฏิกิริยาตอบสนองของตลาดการเงินต่อนโยบายทางการเงินของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา เป็นความกลัว (ที่มากเกินไป) ของนักลงทุน ต่อการกลับเปลี่ยนนโยบายลดการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินลง เพราะการยุติการซื้อพันธบัตรรัฐบาลหมายถึงว่าตามมาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Fund Rate) ที่อยู่ ณ ระดับ 0-0.25% ในปัจจุบัน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาจะมีทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลลดลง (ผลตอบแทนของพันธบัตรจะผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด) จึงทำให้เกิดการขายการลงทุนในพันธบัตร ดังนั้น กองทุนทั่วโลกจึงต้องเตรียมเงินและสภาพคล่องรองรับการเทขายพันธบัตรรัฐบาล เป็นเหตุให้นักลงทุนต่างประเทศเทขายการลงทุนในต่างประเทศและส่งเงินทุนกลับสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาจึงแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ (รวมทั้งค่าเงินบาทด้วย)
อย่างไรก็ตาม การแห่เทขายหุ้นก็เริ่มชะลอลงในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ปรับใหม่อยู่ที่ร้อยละ 1.8 เทียบกับประมาณการเดิมไว้ที่ร้อยละ 2.4 ที่ทำให้เกิดความผ่อนคลายว่าสหรัฐอเมริกาน่าจะคงมาตรการการเงินผ่อนคลายแบบพิเศษออกไปอีกระยะหนึ่ง
ต่อคำถามที่ว่าแล้วเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจริงหรือไม่? ก็คงมีความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแล้วแม้จะเพียงอัตราร้อยละ 2-2.5 เพราะเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจหลักๆ มีการฟื้นตัวที่ต่อเนื่อง ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อัตราการว่างงานมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดัชนีราคาราคาบ้านใน 20 เมืองใหญ่เพิ่มขึ้นมากว่า 1 ปี นอกจากนี้แล้วข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคดีขึ้น ยอดการขายรถยนต์ของบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ก็เพิ่มสูงสุดในรอบปี นักลงทุนมีปฏิกิริยาตอบสนองที่มากเกินไปซึ่งในที่สุดก็จะมีการปรับพอร์ตการลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนกลับสู่ภูมิภาคเอเชีย ที่มีผลประกอบการและเงินปันผลของธุรกิจสูงกว่าและยังมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า









