วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม. ปู 5 : ไม่ได้อยู่ที่ใครสายใคร แต่อยู่ที่ใครทำงานอะไรได้แค่ไหน?

นักวิเคราะห์การเมืองมองแง่มุมของคณะรัฐมนตรี “ปู 5” ในประเด็นเรื่องของ “อำนาจ”

แต่คำถามของผม คือ “หน้าที่งานการ” มากกว่า

เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว ตัวบุคคลและเส้นสายการเมือง ไม่สำคัญเท่ากับว่าคนที่อาสามาทำงาน หรือได้รับการเลือกจากผู้นำประเทศนั้น รับใช้ประชาชนได้อย่างไรบ้าง

หากคำถามหลัง (งาน) มีความสำคัญน้อยกว่าประเด็นแรก (อำนาจ) บ้านเมืองเราก็คงไปไม่ถึงไหนแน่นอน

วิเคราะห์แนวทางของ “อำนาจ” คือ การถามว่าคนนั้น คนนี้ ได้ตำแหน่งกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ เพราะว่าอยู่ในสายของคนมีอำนาจและบารมีคนไหน

หรือย้อนไปดูว่าคนมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ เคยทำบุญคุณไว้กับผู้มีอำนาจคนไหน และ อย่างไร

หรือตั้งประเด็นว่าคนนี้ ทำไมจึง “ควบ” กระทรวงนี้ และการควบอย่างนี้ เคยมีตัวอย่างมาก่อนหน้านี้ หรือไม่

และยังมีเรื่องการแยกประเด็นว่าโครงสร้าง ครม. ชุดนี้ “หล่อ” และ “สวย” กว่าชุดเก่า หรือไม่

หรือใครน้อยใจใครเสียใคร และ ใคร “ส้มหล่น”

อีกทั้งยังมีนักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่า เมื่อชื่อ ครม. ใหม่ออกมาอย่างนี้แล้ว สะท้อนว่านายกฯ มีอำนาจต่อรองมากขึ้นหรือน้อยลง หรือ ครม. นี้ เป็นผลผลิตจากต่างประเทศ หรือในประเทศด้วยสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์

คนไทยสนุกกับการวิเคราะห์แนวนี้ทุกครั้ง ที่มีการประกาศชื่อ ครม. ซึ่งกลายเป็นความหมกมุ่นในเรื่อง “ใครเป็นใคร” มากกว่า “ใครจะทำงานได้แค่ไหน”

ไม่มีใครเคยบอกว่า การเลือกรัฐมนตรีแต่ละคนมาประจำกระทรวงนั้น นายกรัฐมนตรี ผู้เลือกจะต้องบอกกล่าวกับประชาชนเป็นรายบุคคล ว่า ทำไมจึงเลือกคนนี้มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ มีความสามารถอย่างไร มี KPI หรือเกณฑ์วัดความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร

ความเป็นจริงของการเลือกคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ก็คือ ว่าเจ้าตัวไม่รู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าจะไปอยู่กระทรวงไหน มีเพียงให้กรอกฟอร์มของตัวเอง และบ่อยครั้งจะรู้ว่าต้องไปเป็นเจ้ากระทรวง ก็เมื่อมีประกาศโปรดเกล้าฯ แล้วเท่านั้น

ซึ่งย่อมผิดแผกไปจากมาตรฐานของหลักการบริหารบุคคล หรือ Human Resources Management ของเอกชน ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นในผลประกอบการโดยสิ้นเชิง

ทั้งๆ ที่ ในระดับประเทศนั้น ประชาชนทั้งประเทศ คือ “ผู้ถือหุ้น” ที่จะต้องมีสิทธิที่จะรู้ว่า CEO หรือ นายกฯ เลือกใครมาเป็นหัวหน้าแผนกไหน ด้วยเหตุผลอันใด และจะวัดผลงานด้วยหลักการและกติกาอย่างไร

คำถามของผม ซึ่งก็คงเหมือนกับที่คนไทยจำนวนไม่น้อย อยากรู้คำตอบสำหรับ ครม. ใหม่ มีง่ายๆ อย่างนี้ คือ

1. ใครดูแลเศรษฐกิจระดับชาติ ในภาวะที่คาดการณ์ว่าอัตราโตของจีดีพีจะลดลง จากที่เคยตั้งไว้ 5.3% เป็น 4.5%?
2. ใครจะตอบคำถามในรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว?
3. ใครรับผิดชอบปัญหาชายแดนภาคใต้?
4. ใครรับผิดชอบเรื่องสร้างความปรองดองแห่งชาติ?
5. ใครรับผิดชอบสร้างความพร้อมของไทย ในการตั้งรับ Asean Economic Community (AEC)?

หากทุกคำถามได้รับคำตอบ ว่า “ก็นายกฯ ไง” คำถามต่อมาก็คือว่านายกฯ จะบริหารคณะรัฐมนตรีอย่างไร จึงจะสามารถทำให้ นายกฯ สามารถผลักดันให้รัฐมนตรีแต่ละคนต้องทำนโยบายเหล่านั้น ให้เกิดผลได้อย่างจริงจัง

และทำให้ นายกฯ สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าหลายๆ เรื่อง ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายจำนำข้าว ปัญหาความรุนแรงภาคใต้ การเจรจากับกลุ่ม BRN งบประมาณ 2 ล้านล้านบาทเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และแม้กระทั่งเรื่อง “เสื้อแดง-หน้ากากขาว”

ครม. เปลี่ยนบ่อย ก็เหมือนประเทศอยู่ในกระบวนการ “ทดลองงาน” (probation) อยู่ตลอดเวลา

ประชาชนไม่มีโอกาสจะตัดสินว่า ครม. ชุดไหน ผ่าน probation หรือไม่...ก็เปลี่ยนอีกแล้ว