วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าหลงระเริงกับหุ้นขึ้น

ตลาดหุ้นที่พลิกกลับมาบวกอย่างร้อนแรงช่วงนี้ นักลงทุนอย่าหลงระเริง เพราะการลงทุนช่วงนี้ค่อนข้างผันผวน

เล่นตามข่าวตลอดเวลา 3 วันดี 4 วันไข้ ใครที่ติดจะเข้าไปเก็งกำไรระยะสั้นต้องระวัง มีโอกาสเจ็บตัวสูง ส่วนนักลงทุนระยะยาวจริงๆ ก็ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะอย่าลืมว่า นอกเหนือจากปัจจัยต่างประเทศทั้งเรื่องของสหรัฐอเมริกา และจีน ที่คอยตามหลอนตลาดทุนทั่วโลกในแต่ละช่วงจังหวะการลงทุนแล้ว

ปัจจัยการเมืองภายในก็ไม่ควรมองข้าม แถมจะเป็นประเด็นร้อนที่มีน้ำหนักต่อบรรยากาศการลงทุนด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการรับจำนำข้าว หรือการชะลอโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้าน ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ และก็ไม่แน่ใจว่าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรจะมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนมีผลต่อภาพรวมการลงทุนทั้งสิ้น

แม้ต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิติดต่อกันตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมารวมกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่มีอะไรที่การันตีได้ว่าต่างชาติจะซื้อต่อเนื่อง ตราบใดที่ปัจจัยแวดล้อมยังแกว่งอยู่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา แม้ธนาคารกลาง(เฟด) จะออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะทยอยถอนคิวอีตั้งแต่ปลายปีนี้ และจะยุติกลางปีหน้า แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็ไม่เชื่อสิ่งที่เฟดพยายามจะบอกกับตลาด เพราะจากตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ สหรัฐฯไม่น่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นั่นก็หมายความว่า ขณะนี้มีนักลงทุนอยู่ 2 กลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้นตลาดทุนทั่วโลกยังจะคงผันผวนไปอีกสักระยะ ดังนั้นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงนี้ก็อย่าได้ชะล่าใจ

ขณะที่บล.เอเชียพลัสมองในเชิงบวก ประเมินว่าต่างชาติที่กลับเข้ามารอบนี้ เป็นผลจากที่ผ่านมาได้ขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอย่างหนักมาต่อเนื่องรวม 8.7 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 80% ของยอดซื้อสุทธิสูงสุดในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่าแรงขายต่างหนักๆ น่าจะผ่านพ้นไปแล้ว ระยะสั้นน่าจะเริ่มกลับมาซื้อสลับขาย และระยะยาวน่าจะเปลี่ยนมาซื้อสุทธิอีกครั้งในครึ่งปีที่เหลือ หลังจากการตัดคิวอีของเฟดมีความชัดเจนมากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ไม่ใช่แค่ช้อนซื้อหุ้นช่วงลงเท่านั้น แต่ต้องหาจังหวะขายด้วยเช่นกัน เพราะการซื้อหุ้นราคาถูกและถือลงทุนระยะยาวไม่ใช่คำตอบการลงทุนในสถานการณ์แบบนี้ แต่ที่สำคัญต้องจับจังหวะการลงทุนด้วย จึงจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่ดี ที่สำคัญในช่วงที่หุ้นลงหนักๆ ก็ไม่มีโบรกเกอร์ไหนกล้าฟันธงว่าหุ้นจะลงไปต่ำสุดมี่จุดไหน บอกแต่เพียงว่าหุ้นบ้านเราราคาถูกแล้ว เช่นเดียวกับสถานการณ์ทองคำที่ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยลงไปอยู่ที่ระดับ 1200 เหรียญต้นๆ ต่อทรอยออนซ์ ก็ยังไม่มีนักค้าทองรายๆ ไหนกล้าฟันธงว่าทองจะลงไปต่ำสุดที่เท่าไหร่ พูดง่าย ๆ ทั้งทองและหุ้น ยังหาจุดต่ำสุดไม่ได้

ดังนั้นการขึ้นแรงของหุ้นในช่วงนี้ก็ยังไม่มีเสถียรภาพเท่าที่ควร ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากระทบในแต่ละช่วง จะเห็นได้การสวิงของดัชนีในแต่ละวัน 50-60 จุด ขึ้นเช้า บ่ายติดลบ สะท้อนถึงความผันผวนอย่างหนัก ใครจับจังหวะถูกก็รวยไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าจับจังหวะผิดเตรียมเอามือก่ายหน้าผากได้เลย ทางที่ดีควรรอให้ฝุ่นหายตลบก่อนค่อยว่ากัน ซื้อหุ้นแพงหน่อยแต่มีเสถียรภาพ ดีกว่าซื้อหุ้นช่วงผันผวน เพราะมีโอกาสทั้งขาดทุนและกำไร เท่ากัน