วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรณี “อุเทนถวาย” โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

การจะวิจารณ์อะไรมากไปคิดว่าไม่น่าจะเหมาะ เพราะผมเป็นสมาชิกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเต็มตัวในฐานะทั้งศิษย์เก่าและครูบาอาจารย์

แต่เมื่อวันก่อนรับซองเงินเดือนพร้อมด้วยเอกสารเปิดผนึกแนบมาหนึ่งฉบับ (จุฬาสัมพันธ์ ฉบับพิเศษ) เป็นการไขข้องใจกรณีจดหมายจากสโมสรนักศึกษา มทร. ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เรื่อง ขอให้จุฬาฯ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ซึ่งผมขออนุญาตนำสาระสำคัญ 5 ข้อ แบบสรุปเรื่องที่มีการแถลงให้ประชาคมจุฬาฯ ทราบ มาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้ทั่วกันเพื่อความชัดเจนทั้งในบริบทของกฎหมายและข้อมูลต่างๆ ที่รับรู้จากสื่อกันเป็นส่วนใหญ่

ประการแรก การที่อุเทนถวายฯ อ้างพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะสืบทอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงห่วงใยในศิลปะการช่างของไทยว่าจะถูกต่างชาติเข้าครอบงำนั้นเป็นที่มาของการก่อตั้ง “โรงเรียนเพาะช่าง” ในปี 2456 มิใช่ที่มาของ “โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย” ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2475

ประการที่สอง การอ้างว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่ดินให้แก่โรงเรียนก่อสร้างอุเทนถวายก่อน พ.ร.บ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จุฬาฯ ในปี 2482 โดยอ้างอิงหนังสือหอรัษฎากรพิพัฒน์และหนังสือกระทรวงวัง มีความคลาดเคลื่อน เพราะทั้งสองฉบับปรากฏแต่เพียงว่าเป็นการพระราชทานเงินเพื่อสร้าง “โรงเรียนนักเรียนเพาะช่าง” ไม่มีการอ้างไปถึงสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด

ประการที่สาม ทางอุเทนถวายอ้างว่า ที่ดินบนที่ตั้งของวิทยาเขตอุเทนถวายไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ทางจุฬาฯ ได้ชี้แจงโดยการนำแนวเขตที่ดินซึ่งสามารถระบุได้ชัดเจนว่าครอบคลุมพื้นที่ของวิทยาเขตอุเทนถวาย โดยเฉพาะด้านทิศเหนือจดถนนสระประทุม ทิศตะวันออกยาวไปถึงสนามม้า เป็นต้น

ประการที่สี่ การอ้างหนังสือคำสั่งกระทรวงธรรมการ เรื่องตั้งโรงเรียนวิสามัญศึกษาช่างก่อสร้างนั้น เอกสารดังกล่าวกล่าวถึงที่ตั้งของโรงเรียนเท่านั้นมิได้มีการระบุเรื่องการมอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจเสนาบดี จึงมิใช่เอกสารเกี่ยวกับสิทธิ์ในที่ดิน

ประการที่ห้า การตราพระราชบัญญัติ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2482 ซึ่งส่งผลทางกฎหมายให้มหาวิทยาลัยมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการถือกรรมสิทธิ์และมีอำนาจจัดการที่ดินผืนดังกล่าวอย่างถูกต้อง

นอกจากทั้งห้าประเด็นสำคัญแล้ว ทางจุฬาฯ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.)” ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและมีมติให้อุเทนถวายขนย้ายและส่งมอบพื้นที่ดินให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2549 โดยคณะรัฐมนตรีได้รับทราบความเห็นดังกล่าวเมื่อ 30 มีนาคม 2553 และการถวายฎีกาของตัวแทนฝ่ายอุเทนถวาย ทางสำนักราชเลขาธิการแจ้งให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยฯ ของ กยพ. เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2554

นั่นคือ ข้อมูลความจริงที่ปรากฏในเอกสารซึ่งผมได้รับมาและพยายามสรุปสาระสำคัญที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจต่อคนส่วนใหญ่ ส่วนตัวผมขอชื่นชม “คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยชุดปัจจุบันที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา” ซึ่งบางทีคนจำนวนหนึ่งอ่านเรื่องราวผ่านสื่อ หรือมีใจโน้มเอียงมีอคติก็อาจไม่เข้าใจในหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งปรากฏชัดแจ้งดังถ้อยแถลงของจุฬาฯ สิ่งที่ผมอยากให้สังคมนี้เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน คือ การอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของการเคารพกฎหมายที่ผ่านกระบวนการมาอย่างถูกต้องชอบธรรม และขอให้มองประโยชน์ของส่วนรวมคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง อย่ายึดติดกับค่านิยมความเชื่อส่วนตนเฉพาะกลุ่มพวก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้ปลูกฝังให้คนในสังคมสามารถเรียนรู้ถึงสิทธิหน้าที่อันมีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยาวนานกว่า 81 ปีนี้ด้วย