เมื่อเกาหลีเจริญก้าวหน้าขึ้นทั้งเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ความต้องการความรู้ใหม่ๆ ในการทำงานจึงมีขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ระยะแรกๆ ก็เป็นเพียงแค่การเติมเต็มความสามารถในการทำงานกับเครื่องมือสมัยใหม่ที่พัฒนาขึ้น ซึ่งไม่น่าแปลกใจนักสำหรับบ้านเมืองที่คนขับรถแท็กซี่ยังใช้สมาร์ทโฟนรุ่นโน๊ตสองกันอย่างดาษดื่น พ่อค้าแม่ค้าก็ใช้โน๊ตสองกันอย่างคล่องแคล่ว แต่การเติมเต็มความสามารถในระยะหลังเริ่มเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น
เมื่อเครื่องมือก้าวหน้ามากขึ้น การทำงานก็สลับซับซ้อนมากขึ้นเป็นทวีคูณ การฝึกความสามารถในการใช้เครื่องมือใหม่เริ่มไม่เพียงพอสำหรับเติมเต็มความสามารถในการทำงานใหม่ๆ เสียแล้ว ฝึกใช้เครื่องมือเป็นก็จริง แต่ยังคิดวิเคราะห์ ตีโจทย์การทำงานใหม่ๆ ไม่ได้ เลยต้องมีการเติมเต็มความสามารถในการคิด การวิเคราะห์กันอย่างจริงจังให้สมกับที่เป็นหน้าที่การงานที่ใช้ความรู้เป็นปัจจัยในการทำงาน ไม่ใช่งานการที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ใครมีเรี่ยวแรง ใครใช้เครื่องมือตามวิธีที่บอกเป็น คนนั้นก็ทำงานได้ แต่งานที่ใช้ความรู้เป็นปัจจัยสำคัญไม่ใช่ใช้แค่เรี่ยวแรง ไม่ใช่แค่ใช้เครื่องมือตามที่บอกกล่าวได้ แต่ต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ว่าอะไรเป็นอย่างไร ทำงานอย่างชาญฉลาดแบบคน ไม่ใช่ใช้เครื่องมือทำงานตามที่สั่งแบบหุ่นยนต์ชีวภาพ บอกแค่ไหน ทำได้แค่นั้น ถ้าจะเติมเต็มความสามารถในการคิดวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง ต้องกลับเข้าเรียนอุดมศึกษากันใหม่ แต่ไม่ใช้ทุกคนที่กลับไปเรียนสี่ปีห้าปีโดยไม่ทำงานทำการได้ ประกอบกับบ้านเมืองของเขามีบริการไอทีก็มีคุณภาพสูงและกระจายอย่างทั่วถึง สามารถหาเครื่องมือทางเทคโนโลยีกระจายเสียงกระจายภาพที่มีคุณภาพสูงได้ง่ายดาย
เกาหลีจึงเดินหน้ายกระดับการเติมเต็มความสามารถใหม่ในการทำงานจากระดับที่ใช้เครื่องมือใหม่ๆ ได้ มาเป็นความสามารถในการทำงานใหม่ที่ใช้ความรู้เป็นปัจจัยสำคัญ ยกระดับจากการเติมเต็มทักษะการทำงานมาเป็นทักษะการคิดวิเคราะห์ในระดับบัณฑิตในสาขาวิชาชีพนั้น โดยอาศัยไอทีที่มีคุณภาพสูงเป็นช่องทางในการเติมเต็มความสามารถนี้ให้กับผู้คนในบ้านเมืองเขา
วันนี้ บ้านเขามีอุดมศึกษาไซเบอร์เกิดขึ้นยี่สิบกว่าแห่ง มีคนเล่าเรียนหลายหมื่นคน เกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่กำลังทำงานอยู่ และเกือบทั้งหมดเป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน เกือบทุกคนเรียนอุดมศึกษาไซเบอร์เพื่อเติมเต็มความสามารถในการทำงานที่ต้องใช้ความรู้เป็นปัจจัยสำคัญ อุดมศึกษาไซเบอร์ในบ้านเขาจึงไม่มีฮั้วในการสอบและไม่ใช่ทอร์คโชว์ที่มีวิชาการเสริมนิดหน่อย เพราะคนเรียนต้องการความรู้จริงๆ คนเรียนโวยวายทันทีที่ความรู้ที่ได้เอาไปใช้ทำงานสมัยใหม่ไม่ได้ คนเรียนอุดมศึกษาไซเบอร์บ้านเขาจึงได้ประโยชน์เต็มๆ แต่ไม่ได้เรียนกันง่ายๆ นั่งให้อาจารย์เห็นเป็นประจำก็จบแล้วเหมือนอุดมศึกษาบางแห่งในบ้านเมืองอื่น ปริญญาจากอุดมศึกษาไซเบอร์ แม้จะไม่โด่งดังเท่ากับปริญญาจากมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมที่มีอยู่ แต่คนเรียนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เขาภูมิใจกับความสามารถใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เรียนไปทำงานไปโดยผู้คนรอบตัวเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนว่าทำงานอย่างใช้ความคิด ใช้การวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ต้องติดใบปริญญาไว้ที่ห้องทำงาน ไม่ต้องมีรูปใส่ครุยวิทยฐานะบนเฟซบุ๊ค คนอื่นก็ทราบได้ว่ามีความสามารถใหม่ๆ ในระดับปริญญาจริง
อุดมศึกษาไซเบอร์บ้านเขามีไว้เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ถ้าเป็นแค่บอกกล่าวแนะนำวิธีการใช้เครื่องมือใหม่หรือวิธีทำงานใหม่ตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เขาไม่เรียกว่าอุดมศึกษา แต่เรียกคล้ายๆ กับที่บ้านเราเรียกว่า กศน. นั่นแหละ เรียนแล้วไม่มีปริญญาให้ ผู้คนบ้านเขาก็เล่าเรียนกันมากมาย เพราะคนเรียนตั้งใจเรียนเพื่อเติมเต็มความสามารถของตนเองจริงๆ
อุดมศึกษาไซเบอร์อำนวยความสะดวกในการเรียน ต่างคนต่างเรียนที่บ้านหรือที่ทำงานของตนเอง ต่างคนต่างเลือกเวลาเรียนที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ต้องคอยติดตามตารางสอนว่าวันไหน จะต้องเดินทางไปเรียนกับโทรทัศน์ที่ศูนย์ไหน ในเวลาใด ที่มีการรวมตัวกันของคนเรียนบ้างก็เป็นไปเพื่อการสังคม พบกันที่สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเพื่อร่วมทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากการเรียน อาจารย์ผู้สอนในอุดมศึกษาไซเบอร์บ้านเขาต้องจบปริญญาเอก และยังต้องผ่านการฝึกอบรมการสอนทางไซเบอร์ก่อนที่จะมาสอนได้ ไม่ใช่จบปริญญาโทตอนเช้า ตอนบ่ายมาสอนไซเบอร์ได้แล้ว ขณะสอนก็มองเห็นคนเรียนแทบทุกคนว่าทำอะไรอยู่ผ่านช่องทางไอที คนเรียนก็ไม่ได้มากเป็นร้อยเป็นพันต่อห้องเรียน เรียนพร้อมกันแค่หลักสิบ หรืออย่างมากก็ไม่เกินสองร้อยคนสำหรับปริญญาตรี การเรียนการสอนก็แยกมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจนว่าที่ไหนสอนแบบไซเบอร์ ที่ไหนสอนแบบดั้งเดิม ไม่ปะปนกันที่สอนทั้งไซเบอร์ สอนนอกที่ตั้ง สอนในที่ตั้งตามอัธยาศัยของเจ้าของมหาวิทยาลัย
บ้านเขาไม่อนุญาตให้สอนปริญญาเอกแบบไซเบอร์ ให้สอนปริญญาตรีเป็นหลัก จะสอนปริญญาโทก็ต้องได้รับอนุญาตจาก สกอ. บ้านเขาเป็นรายหลักสูตรก่อนรับคนเรียน ซึ่งก็มีการตรวจสอบความพร้อมอย่างเข้มงวด ไม่ใช่แค่ส่งเอกสารมาให้พิจารณา ไม่ใช่แค่ส่งคนสอนคนเรียนมาสัมภาษณ์กันครั้งสองครั้ง โดยมหาวิทยาลัยไซเบอร์บ้านเขาก็ไม่ได้โวยวายอะไรกับการตรวจสอบที่เข้มงวดนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนเรียนคอยตรวจสอบอยู่อย่างจริงจังไม่น้อยกว่ากัน
ถ้ามีอุดมศึกษาไซเบอร์แบบเกาหลี มีคนเรียนแบบเกาหลี ไม่ใช่อุดมศึกษาไซเบอร์แบบพหุอัธยาศัย ใครใคร่ทำอะไรก็ทำตามอัธยาศัย ทั้งคนเรียน คนสอน คนบริหาร คนกำหนดนโยบาย คงทำให้บ้านเราเดินหน้าไปได้อีกไกลทีเดียว









