รัฐบาลจะ หาทางลง จากนโยบายจำนำข้าว (บางคนเรียก รับซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาด เพราะไม่เข้าข่ายจำนำแต่อย่างใด) อย่างไร
เมื่อตอบคำถามผู้เสียภาษีไม่ได้ว่า "ขาดทุน" เท่าไร และจะขาดทุนอีกเท่าไร?
มองไม่ออกจริงๆ ว่า รัฐบาลจะ “ลาก” เรื่องนี้ต่อไปได้อีกกี่น้ำ ในเมื่อความจริงก็ปรากฏชัดแจ้งแล้วว่า ตัวเลข "ขาดทุน" จะเบ่งบานออกไปอีก อย่างไม่รู้อนาคต
และยิ่งนานวัน “ความลับ” ก็ยิ่งจะเก็บไว้ไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียผู้เสียภาษีย่อมไม่ยอมให้กระทรวงพาณิชย์ รออีก “2-3 ปี” ก่อนที่จะ “ปิดบัญชี” เพื่อรายงานประชาชน
เป็นเรื่องน่างุนงงมากที่รัฐมนตรีพาณิชย์ อ้างว่า ยอด "ขาดทุน" จากโครงการนี้ ไม่ได้สูงถึง 2.6 แสนล้านบาท อย่างที่มีการประเมินจากนักวิชาการ และผู้สันทัดกรณีที่เกาะติดเรื่องนี้ แต่เมื่อถูกซักว่าถ้าตัวเลขนี้ผิด ตัวเลขจริงคืออะไร รัฐมนตรีก็ไม่ตอบ และบอกว่าตัวเลขบอกไม่ได้ ณ วันนี้
ถามว่า กระทรวงการคลัง รู้ตัวเลขนี้ไหม? เจ้าหน้าที่ดูแลบัญชีเรื่องนี้บอกว่ามีตัวเลขครบครัน และได้ส่งไปยังรัฐบาลแล้ว ตนเองไม่สามารถบอกได้ แต่สูงกว่า 2 แสนล้านบาทแน่นอน
ถามว่า นายกรัฐมนตรี รู้ตัวเลขนี้ไหม? หากฟังจากคำให้สัมภาษณ์ หรือที่มีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังไปประเมินตัวเลข เพื่อรายงานประชาชน ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาล รู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ มากน้อยเพียงใด
และหากว่า นายกฯ ยังไม่ทราบถึงความเสียหาย และยังย้ำแต่เพียงว่าชาวนาได้ประโยชน์ (โดยก็ยังไม่ได้แสดงหลักฐานว่าชาวนาได้ประโยชน์จริงๆ มากน้อยเพียงใด) ก็น่าเป็นห่วงบ้านเมืองนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าคนที่ต้องรับผิดชอบนโยบายนี้ ยังมะงุมมะงาหรากับตัวเลขนี้อยู่
วิธีเดียวที่ชาวบ้านจะสามารถรู้ความจริง ก็คือ การขอให้นายกฯ สั่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเอาตัวเลขรายได้ รายจ่าย ของโครงการจำนำสินค้าเกษตรทั้งหมด มาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบทันที...ไม่ต้องรออีก 2-3 ปี ตามที่อ้างว่ายังไม่ปิดโครงการ จึงไม่สามารถสรุปตัวเลขได้
ประชาชนผู้เสียภาษีต้องการรู้ข้อเท็จจริง...และต้องการรู้เดี๋ยวนี้...หากผู้เกี่ยวข้อง “ปิดบัญชี” ไม่ได้ อย่างที่รัฐมนตรีกล่าวอ้าง ก็ต้องให้ตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีอย่างเปิดเผยและโปร่งใส
ภาคเอกชนมีคนที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบ ที่เรียกว่า audit ในระดับมืออาชีพมากมาย จึงไม่เป็นปัญหาว่าจะหาคนตรวจสอบตัวเลขของโครงการนี้ ในฐานะตัวแทนผู้ปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของประเทศ
เพราะหากว่านักการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ ไม่สามารถจะบวก ลบ คูณ หาร เพื่อรายงานประชาชนได้ ภาคเอกชนเอง ก็ย่อมจะต้องมีสิทธิ ในอันที่จะเข้าไปขอดูตัวเลขและวิเคราะห์จากแง่มุมของผู้เสียภาษี อย่างตรงไปตรงมา
การแถลงข่าวของรัฐมนตรีพาณิชย์ในเรื่องนี้เมื่อวันก่อน สะท้อนถึงการไม่เคารพในสิทธิรับรู้ข่าวสารของประชาชน หรือ Public’s right to information ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ที่รัฐบาลได้ชูธงว่าเป็นจุดเด่นของประเทศไทยในยามนี้
เมื่อทางการไม่สามารถนำเสนอข้อมูลและตัวเลข ที่ใช้ประเมินผลการทำงานของรัฐบาลได้ ก็เป็นสิทธิของภาคประชาชน ที่จะต้องขอเข้าไปตรวจสอบตัวเลขด้วยตนเอง ไม่ว่าจะผ่านมืออาชีพอย่างสมาคมนักบัญชี หรือ สมาคมผู้ตรวจสอบบัญชี ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ควรจะก้าวออกมา เพื่อใช้ความรู้ความสามารถ เพื่อความถูกต้องชอบธรรมของสังคม ได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ความจริงเปิดเผยช้าไปเพียงวันเดียว...โอกาสจะป้องกันหายนะแห่งชาติ ก็ช้าไป 24 ชั่วโมงแล้ว








