ข่าวสองสามวันมานี้ ออกจาก เนย์ปิดอว์ เมืองหลวงพม่าอย่างคึกคัก แน่นอน เพราะว่าที่นั่นเป็นเจ้าภาพ
การประชุมเศรษฐกิจใหญ่ ที่เรียกว่า World Economic Forum (WEF) for East Asia ซึ่งดึงดูดนักธุรกิจและนักการเมืองชั้นนำไปกว่าพันคน
จะได้ฟังประธานาธิบดี เต็ง เส่ง และ ผู้นำฝ่ายค้าน ออง ซาน ซูจี ปราศรัยเรื่องอนาคตของพม่า ที่ผู้คนต้องการเกาะติดวิเคราะห์อย่างไม่ลดละสายตา
แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ กำลังเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
บทบาทใหม่ทางการเมืองของออง ซาน ซูจี หัวหน้าฝ่ายค้านพม่า กำลังเป็นที่กล่าวขวัญในแวดวงนักวิเคราะห์พม่าหลายด้าน
เพราะว่า ด้านหนึ่งเธอเป็นผู้ต่อต้านเผด็จการทหารมาตลอด แต่วันนี้เธอมีบทบาทเสมือนเป็น “คู่หู” ของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง แม้ว่าพรรค NLD ของเธอ จะมีหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา ในหลายๆ โอกาส ออง ซาน ซูจี ก็สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เต็ง เส่ง และบ่อยครั้งก็เป็นเหมือนว่าเธอเป็น “ผู้นำคู่” ของพม่า
แต่วันก่อน เธอสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ติดตามข่าวการเมืองพม่า ด้วยการออกมาวิพากษ์ว่าผลงานด้านปฏิรูปของรัฐบาลพม่าสามปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรน่าประทับใจเลย
เธอบอกว่า ประชาชนรากหญ้ายังไม่ได้ประโยชน์อะไรจากแนวทางการเปิดประเทศ และการปฏิรูปประเทศก็เดินหน้าไปช้ากว่าที่ควรจะเป็นในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “นิติรัฐ” และ “กระบวนการสันติภาพ” กับชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย
นักวิเคราะห์พม่าบางคนบอกว่า นี่เป็นการ “พลิกกลับมุม” ของจุดยืนทางการเมืองของเธอ ที่อาจจะส่งสัญญาณว่าการเมืองพม่ากำลังจะร้อนแรงขึ้น
แปลว่า ออง ซาน ซูจี กำลังจะเล่นบท “ผู้นำฝ่ายค้าน” อย่างจริงจัง เพื่อวางจังหวะที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยหน้าในปี ค.ศ. 2015
ปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงวันนี้ รัฐบาลพม่ายังกักขังนักโทษการเมืองกว่า 100 คน และกฎหมายเนื้อหาเผด็จการที่สั่งให้ใช้โดยเผด็จการทหารในอดีต ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบรรยากาศประชาธิปไตยวันนี้
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า รัฐบาลของ เต็ง เส่ง ได้ทำอะไรหลายเรื่อง ที่ผ่อนคลายบรรยากาศทางการเมืองจากอดีต เช่น จัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายชุด และสื่อสารมวลชนก็มีเสรีภาพมากกว่าเดิมในหลายๆ ด้าน
และปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน ว่า การที่ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศอย่างล้นหลามนั้น เหตุผลหนึ่งก็เพราะแรงสนับสนุนอย่างเปิดเผยของ ออง ซาน ซูจี เพราะว่าทุกรัฐบาลต่างชาติ จะต้องฟังเสียงเธอก่อนที่จะตัดสินใจให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นกิจจะลักษณะ
การที่ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เปิดประตูทำเนียบขาวให้ เต็ง เส่ง (เป็นครั้งแรกใน 47 ปี ที่ผู้นำพม่าเข้าทำเนียบขาว) และ ที่ นายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น มาเยือนถึงถิ่น (ครั้งแรกที่หัวหน้ารัฐบาลญี่ปุ่นมาเยือนพม่าใน 36 ปี) ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะออง ซาน ซูจี ได้แสดงจุดยืนที่อยู่เคียงข้าง เต็ง เส่ง ทั้งสิ้น
ดังนั้น วันนี้เมื่อเธอบอกลูกพรรคของเธอด้วยน้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์เต็ง เส่ง อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ จึงเกิดคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ของ ออง ซาน ซูจี กับ เต็ง เส่ง”
ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ เธอออกมาวิพากษ์ว่ารัฐธรรมนูญพม่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ “แก้ไขยากที่สุดในโลก” เพราะยังมี ส.ส. โควตาทหารอยู่ 25% และหากการแก้ไขมาตราใดๆ ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ก็เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย
สะท้อนว่าเธอหงุดหงิดกับการที่ทหารยังมีอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จในรัฐสภา แม้ว่าพม่าจะได้ชื่อว่าเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ตาม
และย่อมหมายความว่า การจะแก้ประเด็นเรื่องห้ามคนที่แต่งงานกับคนต่างด้าวเป็นประธานาธิบดี (ซึ่งตอนที่ทหารร่างนั้นพุ่งเป้าไปที่เธอเป็นหลัก) ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เธอไม่แน่ใจว่าจะได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพม่าหรือไม่
ไม่แน่ชัดว่า เธอได้พูดจากับ เต็ง เส่ง เรื่องนี้แล้วหรือยัง หรือเธอไม่ต้องการแสดงออกในลักษณะที่เป็นการ “วิ่งเต้น” แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง
แต่เธอก็ใช่ว่าจะไม่ถูกวิจารณ์ ในประเด็นที่เธอไม่ยอมแสดงความเห็นประณาม การที่ชาวพุทธกลุ่มหนึ่งโจมตีและทำร้ายชาวมุสลิมในหลายๆ เมือง เป็นเวลาต่อเนื่องกันมายาวนานแล้ว
บางคนนินทาว่าเธอไม่วิพากษ์ชาวพุทธ เพราะกลัวว่าจะเสียคะแนนเสียงในการเลือกตั้งคราวหน้า
ความจริงเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครยืนยันได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ การเมืองรัฐสภากับการเมืองวันนี้ กับ “ขัดขืนอารยะ” เมื่อวันวาน มีความแตกต่างอย่างปฏิเสธไม่ได้...เช่นกัน









