เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 มีข่าวพบหมู่บ้านผีในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิกว่า 600 หลังคาเรือน บริเวณที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
ตามโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งของรัฐบาล ที่มีงบประมาณจำนวนมากในการสร้างเขื่อน เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการสร้างหมู่บ้านขึ้นมาเพื่อหวังจะรับเงินชดเชยตามระเบียบของทางราชการที่จะจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน คาดว่าผู้ที่สร้างบ้านดังกล่าวคือนายทุนจากนอกพื้นที่ที่ลงทุนเพื่อหวังเงินชดเชยหลังละประมาณ 1 ล้านบาท และเป็นที่น่าสังเกตว่า บ้านเรือนดังกล่าวนี้สร้างขึ้นมาในเวลาไม่ถึง 1 ปี ทั้งยังมีการออกเลขที่บ้านใหม่เรียบร้อย ทั้งๆ ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย
หากไม่มีการตรวจสอบความจริงให้ปรากฏดังที่เป็นข่าว เมื่อมีการสร้างเขื่อนและจ่ายเงินชดเชยไปตามระเบียบ ก็ย่อมจะทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก ประมาณกันว่าไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท เงินจำนวนนี้จะตกถึงมือใครบ้างก็เกินจะคาดเดา แต่ที่แน่ๆ ก็คือ นี่เป็นการทุจริตคอร์รัปชันที่มีการร่วมมือกันเป็นขบวนการ มีคนหลายระดับอยู่ในขบวนการนี้ ตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดาจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ และนายทุนผู้เป็นเจ้าของเงิน
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี ได้เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของผู้นำองค์กรธุรกิจ 1,066 บริษัทเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน ผลปรากฏว่า ผู้นำองค์กรธุรกิจ 93% เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยไม่ได้รับการแก้ไขและมีความรุนแรงมากขึ้นกว่า 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ตามมาจากปัญหาคอร์รัปชันในสายตานักธุรกิจกลุ่มตัวอย่างก็คือ ความไม่น่าเชื่อถือ ในการทำธุรกิจของไทยในอนาคต อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มาลงทุนในประเทศไทย ไทยจึงอาจเสียโอกาสทางธุรกิจไป และผู้บริหาร 63% ของกลุ่มนี้เห็นว่าผลกระทบจากปัญหาคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่สูงถึงสูงมาก โดยมีผู้บริหารถึง 8% ให้ข้อมูลว่ามีต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มมากกว่า 30%
ผู้บริหารองค์กรธุรกิจกลุ่มนี้ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจาก กฎหมาย กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ เปิดโอกาสให้ข้าราชการใช้ดุลพินิจมากเกินไปจนนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่าย และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมืองด้วย
ทางออกของปัญหานี้ นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ได้แก่
1. ภาคเอกชนต้องสร้างความต่อเนื่องในการต่อต้านคอร์รัปชัน และศึกษาการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องทุกปี
2. ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของการคอร์รัปชันต่อบุคคล องค์กร และ ประเทศชาติ
3.สร้างจิตสำนึกของพนักงานในองค์กร
4. สนับสนุนให้พนักงานมีบทบาทในการให้ข้อมูลเรื่องคอร์รัปชัน
5. หมั่นตรวจสอบกระบวนการทำงานของบริษัท และบังคับใช้กฎหมายหากมีการทุจริต
6. สร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้
7. พัฒนาแผนการฝึกอบรมร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการทำงานที่อาจเกิดการทุจริตได้ง่าย เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการทุจริตในองค์กร
8. สร้างค่านิยมว่าการคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้
9. ผลักดันให้บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการรับรู้ว่ามีการคอร์รัปชันสูง มีบทบาทในการต่อต้านคอร์รัปชัน
10. วางนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันให้เป็นนโยบายของบริษัท
11. เชิดชูหน่วยงาน องค์กรที่มีการปรับปรุงทางด้านคอร์รัปชัน และเผยแพร่ให้องค์กรอื่นๆ ได้รับทราบ
แนวทางดังกล่าวนี้เป็นการผนึกกำลังร่วมมือร่วมใจของทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนอย่างสำคัญในการเกิดขึ้นของปัญหาคอร์รัปชัน และอีกส่วนหนึ่งคือภาคประชาสังคม อันได้แก่ องค์กร หน่วยงาน ที่ไม่ใช่ภาครัฐและองค์กรประชาชน รวมทั้งสื่อมวลชน ต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน เพราะทุกภาคส่วนที่กล่าวมานี้ล้วนแต่มีส่วนและได้รับผลกระทบจากปัญหาคอร์รัปชันด้วยกันทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกันปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไปไม่สิ้นสุด
สิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักก็คือ ปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะเป็นบ่อเกิดของปัญหาอีกมากมาย เป็นเชื้อโรคร้ายทำลายสังคมของเราให้อ่อนแอลงทุกขณะ ในอนาคตข้างหน้าสังคมไทยจะเป็นสังคมที่อยู่ในภาวะล้มละลายอย่างแน่นอน หากไม่รีบแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน
เราจะสร้างสังคมแบบใดไว้ให้ลูกหลานของเรา จะเป็นสังคมที่มีแต่นายทุนขี้ฉ้อ ข้าราชการขี้โกง มีแต่คนเห็นแก่ตัว และมีแต่บ้านผีเหมือนที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ หรือว่าเป็นสังคมที่มีแต่คนรักษาประโยชน์ส่วนตัวและปกป้องประโยชน์ส่วนรวมอย่างพอเหมาะพอดีกัน เคารพกติกาของสังคม และมีความสุข
ลูกหลานเราในอนาคตจะได้อยู่ในสังคมแบบใดก็ขึ้นอยู่กับพวกเราในปัจจุบันนี้แล้ว









