ชุยเทียนไข่ (崔天凯) คือเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯคนใหม่ ไปถึงวอชิงตันก็ให้สัมภาษณ์ทันทีว่า
บทบาทอันเหมาะสมที่สุดสำหรับสหรัฐฯ ในกรณีความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นก็คือ
อยู่เฉย ๆ, อย่าเลือกข้าง (“Be neutral, don’t take sides.”)
ถือเป็นการสั่งสอนมะกันจากปักกิ่ง ด้วยวาทะชัดเจนเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
ชุยเทียนไข่ไม่ใช่นักการทูตธรรมดา และแน่นอนว่าปักกิ่งจะส่งใครมาประจำวอชิงตันก็ต้องเป็นระดับนำของเขาเพราะมีเรื่องต้องต่อรองเจรจาและเล่นเกมการทูตกันอย่างถึงพริกถึงขิงกันทีเดียว
ทูตหมายเลขหนึ่งของจีนประจำสหรัฐฯคล่องแคล่วภาษาอังกฤษ เพราะเรียนปริญญาโท ที่โรงเรียนดังอย่าง Johns Hopkins’ School of Advanced International Studies
ชุยเทียนไข่ผ่านการเมืองจีนมาโชกโชน ตอนเป็นหนุ่ม ช่วง “ปฏิวัติวัฒนธรรม” เขาถูกส่งไปทำนาในชนบทห้าปีก่อนที่จะกลับเข้าเรียน Shanghai Normal University และเมื่อเติบใหญ่ในกระทรวงต่างประเทศ ก็เป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำญี่ปุ่นก่อนจะรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศและไปเป็นทูตจีนประจำสหประชาชาติ
เรียกว่าฝึกปรือเพื่อทำงานใหญ่ระหว่างมหาอำนาจกันตั้งแต่วางตัวให้ไปอยู่ญี่ปุ่นเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งที่ต้องเสียดทานกับชาติใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญต่อจีนในเวทีระหว่างประเทศ
ผมอ่านที่ชุยเทียนไข่ ให้สัมภาษณ์นิตยสารรายเดือน Foreign Affairs ในทุกประเด็นที่เป็นเนื้อหาละเอียดอ่อนแล้วก็เห็นแววของความเป็นมืออาชีพทางการทูตชั้นเทพทีเดียว
ไม่กร้าวแต่ไม่ถอย ไม่รุกแต่ปักหลักในจุดยืนที่มั่นคงของจีน
แกบอกว่าอย่าเอาจีนเทียบกับสหรัฐฯในสถานภาพของ “มหาอำนาจโลก” เพราะอเมริกาก้าวหน้าและแข็งแกร่งกว่าจีนมาก
“จีนใหญ่ก็จริง แต่ยังกำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยีหรือกำลังทหาร ในหลาย ๆ ด้านเรายังอยู่ห่างไกลจากสหรัฐฯนัก ยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย...” ทูตชุย พูดถ่อมตัว
แต่ก็ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะต้องมีการปรับระดับ ต้องไม่เหมือนในอดีตที่ประเทศไหนเป็นใหญ่เป็นเพียงประเทศเดียวลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่เรียกว่า “zero-sum game”
ผมตีความว่าจีนกำลังบอกว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯใหญ่แต่เพียงผู้เดียว และแม้จีนจะไม่ก้าวหน้าพัฒนาเท่าสหรัฐฯ แต่ก็ขอสิทธิที่จะมีบทบาทอยู่แถวหน้าเช่นกัน
น่าสนใจมากที่ทูตจีนคนนี้ประกาศด้วยว่าจีน พร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจของโลก จึงได้เข้าไปเป็นสมาชิกของ IMF, World Bank, WTO เป็นต้น
“เราพร้อมที่จะเชื่อมโยงเข้ากับระบบของโลกและเราพร้อมที่จะทำตามกติกาเดิม แม้ว่ากฎเหล่านี้จะถูกเขียนขึ้นก่อนที่จีนจะเข้ามามีส่วนร่วม และโลกกำลังเปลี่ยน ดังนั้นคุณพูดไม่ได้ว่ากฎกติกาที่เขียนขึ้นเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วจะสามารถนำมาใช้โดยไม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเลย...”
ทูตชุยเทียนไข่ ตอกย้ำว่า “แต่เราไม่ต้องการปฏิวัติ เราเห็นพ้องกับการปฏิรูประบบสากลที่จำเป็นและเราไม่มีความตั้งใจที่จะทำลายล้างระบบเก่าหรือจัดตั้งระบบใหม่ทั้งหมด...”
ผมสนใจเป็นพิเศษกับประเด็นที่เขามองว่าสหรัฐฯกำลังเสริมทัพทางทะเลในเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีการมองว่าเป็นการ “ปิดล้อมจีน” ในยุคใหม่
ทูตจีนตอบอย่างนักการทูตที่นิ่มนวลแต่ก็ยืนหยัดในจุดยืนของตนอย่างแน่วแน่ว่า
“คนจีนบางคนก็คิดอย่างนั้น (สหรัฐต้องการปิดล้อมจีน) แต่สังคมจีนวันนี้มีความหลากหลายกว่าเดิมมาก ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา สหรัฐฯได้พยายามอย่างจริงจังที่จะพูดถึงนโยบายของตนในเอเชียและแปซิฟิก เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯมาเยี่ยมปักกิ่งก็อธิบายเสมอว่านโยบาย Pivot หรือ Rebalancing ของสหรัฐฯนั้นไม่ได้พุ่งเป้ามาต่อต้านจีน และจีนจะเป็นส่วนสำคัญของแนวทางนี้ เราก็ฟังคำชี้แจงอย่างนี้ด้วยความตั้งใจและระมัดระวัง แน่นอนว่าเราก็ต้องรอดูว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เช่นเราติดตามการเจรจา Trans-Pacific Partnership (TPP) อย่างใกล้ชิดแต่ก็เร็วเกินไปที่จะสรุปว่า TPP เป็นแนวทางต่อต้านประเทศใดประเทศหนึ่งหรือไม่อย่างไร...”
หนีไม่พ้นว่าหัวข้อเรื่องความขัดแย้งระหว่างจีน กับญี่ปุ่น จะต้องเป็นประเด็นคำถามสำคัญ ซึ่งทูตชุยเทียนไข่ ก็ตอบจะจะตามแนวทางของปักกิ่งว่าหมู่เกาะเตี๊ยวหยู (ที่ญี่ปุ่นเรียก “เซนกากุ”) เป็นของจีนและญี่ปุ่นไม่ยอมเจรจาอย่างตรงไปตรงมา
ถามว่าถ้าอย่างนั้นสหรัฐฯมีบทบาทอะไรในกรณีความระหองระแหงระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย?
ทูตชุยเทียนไข่ตอบอย่างไม่ลังเลว่า
“บทบาทที่สหรัฐจะช่วยได้มากในกรณีนี้ก็คือการดำรงตนเป็นกลางอย่างแท้จริง และอย่าเลือกข้าง”
แต่บางทีการมีประเทศที่สามช่วยเป็นคนไกล่เกลี่ยและสื่อสารระหว่างกันก็จะช่วยได้ไม่ใช่หรือ?
เอกอัครราชทูตจีนประจำวอชิงตันตอบว่า
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็เชื่อว่าจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศที่สามนั้นทำตัวอย่างไร ยุติธรรมเป็นกลางหรือไม่ เวลาสหรัฐฯพูดกับเราก็จะบอกว่าไม่เลือกข้าง แต่บางครั้ง เมื่อ (สหรัฐ) พูดกับญี่ปุ่นหรือมีแถลงการณ์ออกมาสู่สาธารณะ, เราก็ได้ยินอะไรที่แตกต่างออกไป...”
หมัดนี้สวนตรงเข้าที่ปลายคางกันทีเดียว!









