"เมียนม่าร์" หรือพม่าที่เรารู้จักกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับศาสนาและวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก
ในวันนี้ เติบโต เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาส ทั้งในแง่ของประชากรศาสตร์และในแง่ของธุรกิจ หากย้อนกลับไปวันวานที่พม่ายังปิดประเทศ แท้จริงพม่าก็มีความพร้อมที่จะเติบโตเฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แต่ที่ยังต้องปิดประเทศในขณะนั้น อาจเนื่องด้วยโครงสร้างและปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่พร้อม ทำให้เกิด "ข้อจำกัด" ในการพัฒนา
ผมเดินทางมาทำงานที่พม่าครั้งแรกเมื่อ 16-17 ปีที่แล้ว ในปี 1996 ตอนนั้นมาทำรายการโทรทัศน์ The road to football Euro 96 โดยมีลูกค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า Philips เป็นสปอนเซอร์ ตอนนั้นเราส่งทีมงานมา 4-5 คน มีทั้งฝ่ายโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ โปรดักชั่น ประสานงาน และ AE
ตอนแรกก็ตกลงกับทีมงานว่า เราต้องสอนให้เจ้าหน้าที่ในสถานีโทรทัศน์พม่าผลิตรายการฟุตบอลยูโรในรูปแบบที่เราออกแบบไว้ให้ ซึ่งเหลือเวลาเพียง 2 สัปดาห์ แต่ไปๆ มาๆ รายการนี้กลับเป็นรายการยอดฮิตที่พม่า จาก 2 สัปดาห์ กลายเป็น 3 เดือน จากทำแค่โปรแกรม The Road to Euro ก็มีงานเพิ่มขึ้น เลยต้องมาดู แม้กระทั่ง การรายงานผลการแข่งขันรายวัน ซึ่งพอเริ่มการแข่งขันรอบแรกได้ 5 วัน รายงานผลวันละ 5 นาที ปรากฏว่า คนดูชอบมาก ที่สำคัญท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็ชอบรายการนี้ จึงขอให้เพิ่มเวลาเป็น 10 นาที
อยากให้ผู้อ่านลองนึกย้อนเวลากลับไป เมื่อ 16-17 ปีที่แล้ว ระบบการสื่อสารไม่เหมือนในสมัยนี้นะครับ ทั่วโลกก็ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้กัน ดังนั้น เราต้องมีทีมจากกรุงเทพที่จะคอยช่วยรายงานผลให้ตลอด ผลแพ้ชนะของทุกคู่ แล้วแฟ็กซ์มาที่สถานีโทรทัศน์ที่พม่า เพราะสมัยนั้นมีแค่สถานีเดียว ก็ต้องบอกว่าไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ และแน่นอนว่าโทรศัพท์มือถือในพม่าก็ไม่สามารถใช้ได้เช่นกัน อันที่จริงตอนนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรสักเท่าไหร่หรอกครับ ต่างกับปัจจุบันที่คุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟนที่สามารถติดต่อหรืออยากดูอะไรก็ทำได้ตลอดเวลาจนติดเป็นนิสัยแล้ว แต่ไปพม่าก็ยังคงรู้สึกลำบากนิดหน่อย ต้องรอกลับโรงแรมเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตที่นั่น
สมัยนั้นที่พม่าไม่ต้องพูดเรื่องลิขสิทธิ์กันให้เสียเวลา ช่วงรายงานผลจะใช้วิธีขโมยสัญญาณถ่ายทอดจากกรุงเทพฯนี่แหละ เอามาเป็น footage สำหรับตัดต่อตอนรานงานผลประจำวัน
ช่วงที่มาสำรวจดูว่าที่พม่าเราจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เข้าไปดูที่สถานีโทรทัศน์ ปรากฏว่าเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ เครื่องตัดต่อกล้อง และอุปกรณ์ต่างๆ นั้นทันสมัยเทียบเท่ากับที่เมืองไทย แต่อุปกรณ์จำนวนมากไม่ได้ถูกใช้เลย เพราะเจ้าหน้าที่ใช้ไม่เป็น มี Crain hot head หรือ กล้องที่ติดตั้งอยู่บนเครน ก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่เคยใช้งานแม้สักครั้งเดียว เครื่องตัดต่อ Sony รุ่นเดียวกันกับที่เราใช้ที่กรุงเทพฯก็ทิ้งไว้ในสตูดิโอไม่มีคนใช้ พอสอบถามก็ทราบมาว่า สถานีโทรทัศน์ NHK มาติดตั้งไว้ให้ สอนวิธีการใช้หมดแล้วแต่ยังใช้ไม่เป็น ผมก็เลยนำของทั้งหมดที่เขาไม่เคยใช้ มาใช้งานทั้งหมด
ดังนั้น รายการทีวี ที่เราออกแบบก็เลยเป็นอะไรที่ดูทันสมัยมากเอฟเฟคท์ที่ใช้ในการตัดต่อ มุมภาพใหม่ๆ ลูกเล่นต่างๆ บวกกับความคิดสร้างสรรค์ของเรา ทำให้รายการที่ผลิตออกมาได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น
ตอนที่มาทำงานในพม่าแรกๆ ที่นี่ยังถูกปกครองโดยรัฐบาลทหาร ทุกอย่างจึงต้องโดนตรวจสอบทั้งหมด ขนาดวีดิโอเทปที่เราทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิค (Computer graphic) มาจากกรุงเทพฯ ก็ยังต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทุกม้วน หากนำวีดิโอเทปกลับไป ก็ต้องมีจดหมายจากสถานีโทรทัศน์รับรองทุกม้วน พร้อมกับต้องมีเจ้าหน้าที่มาส่ง เพราะสมัยนั้นทางรัฐบาลพม่าไม่ต้องการให้รูปหรือเรื่องราวของพม่าถูกเผยแพร่ออกไป แบบที่ไม่มีเซ็นเซอร์ก่อน แม้กระทั่ง ในการนำพลอย อัญมณีชนิดต่างๆ ออกนอกประเทศก็เข้มงวดมาก แค่เอกซเรย์เห็นว่าเป็นสร้อยคอเท่านั้นขอเปิดกระเป๋าทันที ไม่มีปล่อยผ่าน ยิ่งถ้าเป็นเพชร พลอยก็จะโดนเก็บภาษีทันที
หลังจากผ่านไป 16 ปี ผมได้กลับไปพม่าอีกครั้ง พบว่า ที่ย่างกุ้ง ตึกรามบ้านช่องมีมากขึ้นต่างจากปริมาณรถยนต์ที่ยังไม่มากเท่าไหร่ แต่รถยนต์ส่วนใหญ่จะเก่ามากแต่ละคันอายุประมาณ 20-30 ปี รถสาธารณะ หรือรถเมล์จะเก่ามาก ไม่ติดแอร์ ผู้คนก็ค่อนข้างแน่นเลย แต่ผู้คนจะดู เป็นมิตรมากครับ สุภาพ น่ารัก ยังคงรักษาประเพณี วัฒนธรรมของชาติไว้ได้อย่างดีมาก นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากครับ
ผมคิดว่าเมียนม่าร์แห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และความสวยงามของประเพณี วัฒนธรรมและความเคร่งครัดในศาสนาของผู้คนที่นั่น ทั้งยังมากไปด้วยโอกาส สำหรับการเติบโตของเมียนม่าร์เองภายหลังการเปิดประเทศ ส่วนนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสเพื่อเปิดตลาดสินค้าใหม่ในอาเซียน
ผมก็แนะนำว่าที่นี่แหละครับ จะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่คุณควรจะนำมาพิจารณา








