"ไอทีไร้พรมแดน" ฉบับวันอังคารที่แล้วเปิดประเด็นถึงการสร้างนวัตกรรมจากความมุ่งมั่นจะเอาชนะญี่ปุ่นของเกาหลีใต้
ซึ่งส่งผลให้เราเห็นเป็นความสำเร็จของซัมซุง แอลจี ฮุนได ฯลฯ ในวันนี้ที่กระตุ้นความรู้สึกฮึดสู้ให้กับคนในชาติ จนแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกได้สำเร็จ
ตัวอย่างคล้ายคลึงกันที่เห็นยังมีอีกมาก รวมถึงแอ๊ปเปิ้ลผู้โด่งดังยังเคยล้มมาก่อนยุคที่เคยไล่ผู้ก่อตั้ง คือ "สตีฟ จ็อบส์" ออกไปก่อนจะรับเข้ามาพลิกฟื้นบริษัทได้สำเร็จอีกครั้งกลายเป็นองค์กรเปลี่ยนโลกได้สำเร็จอีกแห่งหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่าการก่อกำเนิดนวัตกรรมนั้นต้องมีสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ เป็นองค์ประกอบเยอะมาก การดำเนินธุรกิจธรรมดาทั่วๆ ไปก็มีตัวแปรมากมาย ทั้งหารายได้ ผลกำไร บุคลากร สินค้า ฯลฯ
แต่ละบริษัทล้วนมีกรอบความคิดคล้ายคลึงกัน ความคิดที่อยากสร้างความต่าง อยากมีตรรกะแปลกใหม่เพื่อสร้างนวัตกรรมเป็นของตัวเองจึงไม่ง่ายนัก เพราะเจอการแข่งขันในโลกธุรกิจที่รุนแรงกว่าอดีต การระดมสมองในห้องประชุมเพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้
องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งยิ่งมีผลประโยชน์ปัจจุบันเป็นกับดัก เพราะรู้สึกว่าสิ่งมีอยู่สร้างรายได้ให้พอเพียงแล้วจึงไม่กล้าเปลี่ยนอะไร สุดท้ายแล้ว การประชุมเรื่องนวัตกรรมจึงเป็นเพียงการพูดคุยในห้องประชุมเท่านั้น ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการบริหารองค์กรธุรกิจ แต่ยังเกิดขึ้นกับการบริหารประเทศที่ผู้นำไม่กล้าเสี่ยงรับการเปลี่ยนแปลงเพราะกลัวผลกระทบมากมายโดยเฉพาะคะแนนเสียง
การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยจินตนาการที่ชัดเจนหลังการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก ถ้าผู้นำ "คิด" หรือ "เขียน" เพื่อสื่อสารให้คนรอบข้างเข้าใจถึงผลบวกจากการเปลี่ยนแปลงจะช่วยสร้างกลไกป้องกันความกลัวที่ต้องเปลี่ยนแปลงของผู้ตามส่วนใหญ่ได้ การสร้างนวัตกรรมจึงไม่ใช่การคิดสิ่งแปลก แตกต่าง แต่ต้องแปรออกมาเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ในองค์กร และขายไอเดียให้คนส่วนใหญ่เห็นภาพตามได้
หากสื่อสารได้ดีเท่ากับเป็นการขจัดความกลัวออกไป และลดแรงต่อต้านลงได้ ทั้งยังสร้างภูมิต้านทานต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในอนาคต เพราะถ้ายังกลัวทำแบบเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง การเขียนไอเดียใหม่ๆ จะไม่มีทางสำเร็จ
แต่จะทำอย่างไรไม่ให้คนในองค์กรหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง ทำอย่างไรให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันและนำความคิดต่างในบางมุม มาเป็นแนวทางการดำเนินการขององค์กร วิธีการที่ดีที่สุด คือตั้งจุดยืนให้ชัดเจนว่าบางครั้งเราอาจจำเป็นต้องถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราต้องฉายภาพให้เห็นว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไป อีก 3-5 ปี เราจะเจออะไร ถ้าเจอแล้วเราใช้วิธีที่มีอยู่จัดการปัญหาเหล่านั้นได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ สุดท้ายแล้วเกิดล้มเหลว เราก็จะแข่งขันกับคนอื่นเขาไม่ได้
หากเราสามารถวาดภาพนี้ให้คนส่วนใหญ่ในองค์กรเห็นได้ แรงกดดันนี้จะดันให้ทั้งองค์กรยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อคนส่วนใหญ่รู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน โอกาสของวิธีการใหม่ ความคิดใหม่ นวัตกรรมใหม่ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น
เพราะนวัตกรรมไม่มีอะไรแน่นอน แต่ภายใต้ความไม่แน่นอน ความรู้สึกว่ายากนั้นต้องอาศัยความละเอียดเป็นตัวสร้างภูมิต้านทานและป้องกันความเสี่ยง เรื่องสำคัญที่สุด คือ สามารถทำให้ทีมเป็นทีมเวิร์ค และมีทิศทางเดียวกันทั้งทีมให้ได้ เพื่อให้ทุกคนกล้าตัดสินใจและกล้าก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน นวัตกรรมจึงมีโอกาสสำเร็จ








