วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กระตุ้นนวัตกรรม

ความสำเร็จทางธุรกิจวันนี้แม้จะมีตัวแปรมากขึ้น แต่ก็ดูเหมือน “นวัตกรรม” จะเป็นองค์ประกอบที่นักธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญมากที่สุด

นับตั้งแต่เจ้านวัตกรรมตัวพ่ออย่างแอ๊ปเปิ้ลที่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยแคมเปญ Think Different เพื่อสร้างความแตกต่างมาตั้งแต่ปี 2540 (1997)

จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมจึงเป็นเหมือนการมองมุมต่าง ถ้ายึดเอาแอ๊ปเปิ้ลเป็นตัวอย่างก็คือการคิดให้แตกต่าง ไม่ว่าความคิดนั้นจะน่าสนใจจริงๆ หรือไม่ ดีกว่าคนอื่นหรือไม่ แต่สำคัญที่เรากล้าคิดกล้าฝัน มองโลกในอีกมิติหนึ่ง และไม่ต้องการยึดติดกับภาพเดิมๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

การไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่แล้วอยากจะพลิกผันมันไปในอีกรูปแบบหนึ่งมักจะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นเหมือนอย่างที่แอ๊ปเปิ้ลทำสำเร็จมากแล้ว ถ้าจะกล่าวว่าคนที่กล้าคิดกล้าทำแบบนี้ได้ก็มีสิทธิ์เปลี่ยนโลกได้ก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก

ย้อนมองดูแวดวงศิลปะเราก็จะเห็นความเป็นไปที่ไม่แตกต่างกันเลย นั้นคือชื่อของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ในระดับโลกล้วนเป็นคนที่มีมุมมองและกรอบความคิดที่ไม่ยึดติดกับของเดิม เช่นปิกัสโซที่ศิลปะในรูปแบบ Cubism นั้นถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ในแวดวงศิลปะ และก็ยังคงดูแปลกใหม่มาจนถึงวันนี้

ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีมุมมองความคิดที่เหมือนคนปกติทั่วไป ไม่ทำตามทางคนอื่น แต่เขาสามารถสร้างวิธีใหม่ สร้างมุมมองใหม่ ทำให้คนทั่วโลกรู้สึกพอใจ เปลี่ยนชีวิตไป และได้ผลประโยชน์จากสิ่งที่เปลี่ยนไป

สำหรับแวดวงธุรกิจทุกวันนี้ความโดดเด่นสูงสุดคงอยู่ที่ซัมซุงที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดมากมาย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ยังมีบริษัทเกาหลีที่เติบโตสู่ระดับโลกได้มากมายหลายแห่ง ทั้งแอลจี ฮุนได ซันยอง ฯลฯ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 (1980) ที่โลกของอุตสาหกรรมและสินค้าคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในกำมือของญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เองก็เพิ่งจะตั้งไข่ ความมุ่งมั่นหนึ่งเดียวของคนเกาหลีก็คือการเอาชนะญี่ปุ่นให้ได้ ซึ่งเขาทำทุกวิถีทางและทำอย่างมีระบบ

ผมมีโอกาสเดินทางไปดูงานที่เกาหลีใต้ช่วงนั้น จึงได้เห็นภาพความโกลาหลวุ่นวายช่วงพักเที่ยงของสำนักงานซัมซุงที่มีพนักงานวิ่งกันไปมาทั้งออฟฟิศ ผมก็ถามว่าคนเหล่านี้วิ่งไปไหน เขาตอบว่ามี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งวิ่งไปกินข้าว อีกกลุ่มหนึ่งวิ่งไปเข้าห้องเรียน

เรื่องการเรียนการอบรมในที่ทำงานก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่อะไร แต่ความกระตือลือร้นของพนักงานต่างหากที่ทำให้ผมต้องทึ่ง เพราะเวลา 1 ชั่วโมงพักเที่ยงนั้นเขาใช้เวลากินข้าวจริงแค่เพียง 15-30 นาที ขณะที่อีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือจะหมดไปกับการเสริมสร้างทักษะความคิด และหลักสูตรต่างๆ ที่น่าสนใจ

ทั้งหลักสูตรภาษา โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นที่เขามุ่งจะเอาชนะ เมื่อต้องการเอาชนะให้ได้ก็ต้องรู้ว่าคนญี่ปุ่นคิดอย่างไร เขาจึงเรียนรู้ ตั้งแต่ภาษา วิธีคิด การค้นคว้า ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีภาษาต่างๆ เช่นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส เพราะรู้ว่าจะสำเร็จได้ต้องมุ่งสู่ระดับโลกเท่านั้น

ความต้องการเอาชนะญี่ปุ่น สร้างแรงกระตุ้นให้คนเกาหลีขยันและทุ่มเทอย่างหนัก รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา อุตสาหกรรม ฯลฯ จนเราเห็นเป็นความสำเร็จของเขาในวันนี้ โดยเฉพาะซัมซุงที่ผงาดขึ้นมาในโลกอุตสาหกรรมและคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์