วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาสงครามค่าเงินเยน หลังฝ่าเซ็นเซอร์จี-7

วันเวลาที่เฝ้ารอ ก็มาถึงเมื่อญี่ปุ่นเปิดสงครามลดค่าเงินเยน พบกับชัยชนะที่สามารถกดดันกลุ่มประเทศอาเซียน

ให้ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

หลังค่าเงินเยนอ่อนทะลุผ่านจุดสำคัญที่ 100 เยนต่อดอลลาร์ จนถึงระดับ 102 เยนในวันนี้ นับเป็นการอ่อนค่าลงในรอบ 4 ปีครึ่ง จากนโยบายพิมพ์เงินไม่อั้น (คิวอี) หวังสลัดให้หลุดจากภาวะเงินฝืดที่เกาะกุมเศรษฐกิจญี่ปุ่นมานานเกือบ 20 ปี ของนายชินโซะอาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้แรงกดดันโถมใส่ประเทศคู่ค้าอย่างเช่น อาเซียนที่มีปริมาณค้าขายเกือบ 20% ต้องมีต้นทุนจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่น

เงินเยนที่ร่วงลงถึง 26% ต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว เท่ากับเป็นการปั่นให้เงินเยนอ่อนค่าลง และบีบให้สกุลเงินอื่นที่ค้าขายด้วยกันต้องจ่ายต้นทุนที่แพงขึ้น โดยเป้าหมายเงินเยนในระดับต่อไปที่ 110 เยนต่อดอลลาร์ จึงนับเป็นชัยชนะของนายกฯสายเหยี่ยวที่ประกาศว่าจะนำประเทศญี่ปุ่นกลับเข้าสู่แผนที่โลกในสนามการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศอีกครั้ง

ท่ามกลางการจุดปะทุของสงครามค่าเงินที่ญี่ปุ่นสามารถฝ่าผ่านมาได้ถึง 2 เวทีใหญ่ทั้งการประชุมของจี-20 เมื่อเดือนเมษายน และการประชุมรัฐมนตรีคลังของจี-7 ที่อังกฤษช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไม่ถูกเซ็นเซอร์ในมาตรการปั่นค่าเงินเยนให้อ่อนค่าแต่อย่างใด มีเพียงรัฐมนตรีคลังสหรัฐ นายแจ๊ค ลิว ออกมากล่าวดักคอเตือนญี่ปุ่นกำลังปั่นค่าเงินเยน "ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ความพยายามของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดการลดค่าเงินอันจะทำให้ได้เปรียบด้านการแข่งขัน"

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วทั้ง 7 ประเทศ (จี-7) ที่สนับสนุนให้ญี่ปุ่นหลุดจากวงจรอุบาทว์ แต่ยังพร้อมที่จะหนุนให้ญี่ปุ่นเดินหน้ามาตรการอัดฉีดเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์จนถึงปี 2014 เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวตามเป้าหมายเงินเฟ้อ 2%

ขณะที่ที่แรงขับเคลื่อนที่เกิดขึ้น 2 ด้านคือ ด้านหนึ่งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถูกยกให้แข็งค่าขึ้น กับอีกด้านหนึ่งที่เงินเยนถูกบีบให้อ่อนค่านั้น ได้ส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่พุ่งเข้าสู่การลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร จนเกิดภาวะร้อนแรง (โอเวอร์ฮีท) และผันผวน

โดยที่นายออลลิ เรห์น กรรมาธิการเศรษฐกิจอียู กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่การประชุมกลุ่มจี-7 จะไม่มีการพูดเกี่ยวกับสงครามค่าเงิน เหมือนในการประชุมกลุ่มจี-20 และการประชุมไอเอ็มเอฟ แต่จะมีการหารือเกี่ยวกับวิธีประสานนโยบายทางเศรษฐกิจ ส่วนรัฐมนตรีคลังเยอรมนีที่กล่าวว่าประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน รวมอยู่ในวาระการประชุม และญี่ปุ่นรับปากจะดำเนินการอย่างระมัดระวังในเรื่องนี้

ไม่ว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้รับการบีบคั้นจากผู้นำการเงินการคลังของกลุ่มจี-7 อย่างไรก็ตาม ก็มีปฏิกิริยาจากประเทศในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก หลายประเทศพากันตระหนักในบรรยากาศของสงครามค่าเงินรอบใหม่ที่กำลังร้อนระอุมากขึ้น โดยธนาคารกลางของอินเดียเริ่มนำร่องลดอัตราดอกเบี้ยลงจาก 7.5% มาอยู่ที่ 7.25% ตามด้วยออสเตรเลียลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จาก 3% มาอยู่ที่ 2.75% ธนาคารกลางเกาหลีใต้ลดลงจาก 2.75% มาอยู่ที่ 2.5% และล่าสุดธนาคารกลางเวียดนามลดลงจาก 8% มาอยู่ที่ 7% เป็นการบ่งบอกถึงการเตรียมตัวทางการเงินที่เข้าสู่โหมดของการลดค่าเงินของตนเองที่ชัดเจนมากขึ้น

ดังนั้นการประชุมในวันที่ 29 พ.ค.นี้ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการที่คณะกรรมการการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย จะถูกกดดันให้ต้องทบทวนในทิศทางของดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง หลังจากที่ "โมเมนตัม" ทางเศรษฐกิจของไทยกำลังเดินสู่ขาลงในการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน และการลงทุนของภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง เช่นเดียวกับทิศทางการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น