ระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นส่อเค้าวงแตก หลังแกนนำบีอาร์เอ็นอย่าง ฮัสซัน ตอยิบ
ที่หลายคนบอกว่าเป็น “สายพิราบ” ไม่ใช่ “สายแข็ง” แต่กลับเสนอข้อเรียกร้อง “แรงๆ” ผ่านคลิปวีดีโอในยูทิวบ์
O งานนี้มองในแง่ดียาก (แม้หลายคนในคณะเจรจาฝ่ายไทยจะยังพยายามมองและหาเหตุผลสนับสนุนก็ตาม) นอกจากอ่านเกมว่าเป็นการ “วางงาน” ของมาเลย์ เพราะกลุ่มต่อต้านรัฐไทย ไม่ว่าจะใช้ชื่อ “บีอาร์เอ็น” หรือชื่ออื่นใด ก็ล้วนอาศัยใบบุญมาเลเซียที่ยอมให้ที่พักพิงทั้งนั้น ถามว่าคนอย่าง “ฮัสซัน” ถ้ามาเลย์ไม่ไฟเขียวจะกล้าออกมาเล่น “เกมเสียว” แบบนี้ได้อย่างไร แถมพอพลิกดูหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าก็เห็นเล่นข่าวรับลูกกันไป...บอกแล้วว่าใกล้เลือกตั้งใหญ่ของมาเลย์เขา ให้เลื่อนไปก่อน!
O และทั้งหมดนี้คือ “จุดอ่อน” ของการพูดคุยแบบ “เอิกเกริก-เปิดหน้า” ที่กำลังนำพาให้ประเทศไทยเพลี่ยงพล้ำ เจอฝ่ายบีอาร์เอ็น “ชิงการนำ” แถมได้ทีกล่าวหาไทยเรื่องความไม่เป็นธรรมที่กระทำต่อชาวมลายูปัตตานีโดยอ้างประวัติศาสตร์ฝ่ายเดียวอีก
O ว่ากันว่าหลังได้ชมคลิปบีอาร์เอ็น ฝ่ายทหารหลายคนบอก “อย่างนี้ใจเย็นไม่ไหว” ไม่รู้จะพูดคุยกันไปทำไม เพราะยิ่งคุยยิ่งถูกด่า ยิ่งคุยยิ่งถูกฆ่า และล่าสุดยิ่งคุยยิ่งเสียเปรียบ
O ข้อมูลที่คนวงนอกอาจไม่ค่อยได้รับรู้กันก็คือ ความอ่อนด้อยและไร้ยุทธศาสตร์ของคณะพูดคุยเจรจา เชื่อหรือไม่ว่าคืนวันที่ 28 เมษาฯ ก่อนถึงเวลานัดพูดคุยไม่กี่ชั่วโมง ข้อมูลของคู่เจรจายัง “โล่งโจ้ง” ไม่รู้กระทั่งว่าจะมีใครมาคุยบ้าง และมากันกี่คน ชะตากรรมทุกอย่างอยู่ที่มาเลเซียเป็นคนกำหนด อย่างนี้คุยต่อไปก็แพ้หมด เพราะ “ไม่รู้ทั้งเขาและเรา” จะเอาอะไรไปชนะ
O ที่ว่าไม่รู้ทั้งเขาทั้งเรานั้นไม่ได้พูดเกินจริง เพราะ 1 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรกันสักสิ่ง ที่เคยบอกจะไปออกแบบความยุติธรรมที่ชายแดนใต้ ปรากฏว่า 1 เดือนผ่านไป (จาก 28 มี.ค.ถึง 29 เม.ย.) ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน คณะพูดคุยเจรจาทั้ง 9 คน 10 คนก็ไม่ได้ประชุมพร้อมหน้ากัน แล้วจะเอาอะไรไปยันกับเขา
O นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปัญหาใต้ต้องโทษ “พูเรา” อย่าเอาแต่โทษ “พูโล” (ฮา!)









