ผมเชื่อว่า อลินา มิรอง (Alina Miron) ทนายความสาวชาวโรมาเนีย ที่ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของไทย
ด้วยการศึกษาแผนที่อย่างละเอียดในกรณีเขาพระวิหารคงจะแปลกใจพอสมควรว่าอยู่ดี ๆ เธอกลายเป็น “ขวัญใจ” ของคนไทยได้มากมายเพียงนี้ได้อย่างไร
เพราะจริงๆ แล้วเธอก็เพียงทำหน้าที่ของเธออย่าง “มืออาชีพ” ที่จะต้องทำการบ้านมาอย่างรอบด้านและนำเอาประเด็นกฎหมายที่สนับสนุนเหตุผลของฝ่ายไทยเพื่อค้านข้อกล่าวหาของกัมพูชาในศาลโลกเท่านั้น
เธอตอบคำถามของนักข่าวไทยด้วยความถ่อมตนว่าเธอก็ทำให้ดีที่สุดในหน้าที่เท่านั้นเอง
ถ้าทนายคนไทยทำงานทุ่มเทเหมือนเธอ, ก็ควรจะมีผลงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศไทยเหมือนกัน
อลินา มิรอง ทำงานหนักตลอด 3 ปี ศึกษาเอกสารหลายพันหน้า และสามารถนำเสนอประเด็นของแผนที่ต่อศาลโลกอย่างจะแจ้งชัดเจนด้วยเวลา 40 นาทีเท่านั้น
เธอไม่อวดอ้างว่าการนำเสนอของเธอมีความสำคัญโดดเด่นแต่อย่างไร ตรงกันข้าม อลินา มิรอง บอกว่า The Big Map ที่เธอนำเสนอหักล้างข้อมูลของฝ่ายเขมรนั้นแม้จะได้เสียงฮือฮาจากคนไทยที่เฝ้าข่าวหน้าจอทีวีที่ถ่ายทอดสด, แต่เธอกลับบอกว่าแผนที่ใหญ่นั้นมีความสำคัญเพียงระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ทนายสาว บอกว่า อาจจะมีความเข้าใจว่าเธอมีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ แต่สำหรับผู้พิพากษาแล้ว นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด แต่ข้อโต้แย้งที่สำคัญจริง ๆ มาจากศาสตราจารย์ทั้ง 3 คน และท่านทูตวีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมไทยต่างหาก
เธอเชื่อว่าข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักที่จะน้าวโน้มศาลได้ดี “มาจากศาสตราจารย์เพลเลท์ ศาสตราจารย์ครอว์ฟอร์ดและศาสตราจารย์แมคเร”
ตัวแผนที่เองไม่ใช่ข้อโต้แย้งทางกฎหมาย เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันจุดยืนของฝ่ายไทยว่าตัวปราสาทและพื้นที่รอบปราสาทหมายถึงอะไร
ที่จริง อลินา ทำงานประทับใจคนไทยเพราะเธอสามารถชี้ให้เห็นถึงปัญหาของฝ่ายเขมรที่กำหนดเส้นเขตแดนในแผนที่ภาคผนวก 1 มีการเปลี่ยนแปลงไปมา ที่ขัดต่อหลักภูมิศาสตร์ และไม่สามารถถ่ายทอดลงแผนที่ในโลกปัจจุบันได้
เธอสามารถชี้ให้เห็นว่าแผนที่ภาคผนวก 1 ที่กัมพูชาใช้อ้างถึงนั้น ฝ่ายไทยพบว่ามีถึง 6 ฉบับ ขาดความชัดเจนและขาดความแม่นยำทางเทคนิค
เป็นหลักฐานเซอร์ไพรส์ ที่เรียกได้ว่าเป็น “อาวุธลับ” ที่ทำให้ฝ่ายเขมรหงายหลังได้
ผมว่าเธอน่าประทับใจก็ตรงที่เธอบอกว่าผลงานทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ “ทีมงาน” มิใช่เฉพาะเธอหรือทนายคนใดคนหนึ่ง
เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศไทยอย่างน้อย 10 คนและจากสถานทูตไทยประจำกรุงเฮก อีก 3 คนที่คอยเป็นทัพหลังให้ก็มีบทบาทไม่น้อย
วิเคราะห์จากความฮือฮาของคนไทยต่อท่านทูตวีรชัย กับอลินา, ก็ต้องสรุปได้ว่าเป็นความโหยหา “ฮีโร่” ของสังคมไทยในยามที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวขาดที่พึ่งทางใจยิ่งนัก
พอมีคนทำงานอย่างมืออาชีพ, ไม่เอาประเด็นการเมืองและไม่ยอมอยู่ใต้แรงกดดันทางการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ, ก็เป็น “ขวัญใจ” ระดับชาติได้ทีเดียว









