ถ้าใครยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สร้างความฮือฮาไม่น้อยทีเดียว
ไม่รู้อึดอัดอะไร หรือพูดข้างในแล้วไม่มีคนฟัง ถึงกับต้องออกมาเสนอให้ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ครั้งใหญ่ ใน 3 ด้านคือ ปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารการจัดการ ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรและปฏิรูปบุคลากร... ก่อนที่พรรคจะล้าหลังไปมากกว่านี้
อลงกรณ์ ยอมรับความจริงว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังสู้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ทั้งทุน การบริหารและความน่าเชื่อถือ จึงต้องคิดให้ดีกว่าและเก่งกว่า แต่ต้องมองจุดอ่อนของพรรคให้ออกเพื่อนำมาปรับปรุง โดยมองว่า ถ้ายังอยู่เหมือนเดิมรอเวลา 2 ปีเลือกตั้งใหม่ โดยไม่ทำอะไรเลย โอกาสแพ้ก็มากกว่า
อลงกรณ์ ให้สัมภาษณ์ "ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์" ล่าสุด 20 เม.ย. 2556 หลายประเด็นน่าคิด อย่างเช่นเมื่อถามว่า "คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งมายาวนานถึง 21 ปี" อลงกรณ์ ให้คำตอบเทียบเคียงว่า
"คิดว่าปัจจัยการเมืองเปลี่ยนไป คู่แข่งเข้มแข็งขึ้น ขณะที่ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนก็ต่างออกไป ขณะที่พรรคเราไม่ได้มีการปฏิรูปมานานแล้ว ก็เหมือนกับบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิด ว่าวันหนึ่งจะเจอวิกฤต อย่าง บริษัทโกดัก ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพล้มละลาย เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง ความต้องการของคนเปลี่ยนไป พรรคการเมืองเองก็ต้องปรับตัว ต้องปฏิรูปตัวเองตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นเราก็จะพ่ายแพ้ไปเรื่อยๆ
"การเลือกตั้งปี 2538 เราพ่ายแพ้ พรรคชาติไทย จากนั้นปี 2539 แพ้พรรคความหวังใหม่ แล้วก็มาแพ้พรรคไทยรักไทยในปี 2544 หลังจากนั้นก็พ่ายแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนโยบายประชานิยมของเขาโดนใจรากหญ้ามากกว่า รวมทั้งรูปแบบและวิธีการในการหาเสียง ขณะที่รูปแบบการหาเสียงของเรายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าใดนัก โดยเฉพาะการพัฒนานโยบายของเราก็สู้คู่แข่งไม่ได้ บางครั้งเราก็มีข้อผิดพลาดในการบริหาร ทำให้ความนิยมของพรรคลดต่ำลง แล้วเราก็มาเผชิญกับคู่แข่งที่เข้มแข็งขึ้น"
อลงกรณ์ ยังบอกอีกว่า "หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2535 ประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล เราก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งทั่วไปเลย การเลือกตั้งเดือน ก.ย.2535 พรรคประชาธิปัตย์ได้ 79 เสียง พรรคชาติไทยได้ 77 เสียง เราได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังจากนั้นเราไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย ไม่ว่าจะเป็นปี 2538, 2539, 2544, 2548, 2550 กระทั่งปี 2554 ก็ไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย"
"ส่วนที่ได้เป็นรัฐบาลของประชาธิปัตย์ในปี 2540 และปี 2551 ไม่ใช่เพราะประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง แต่เพราะในปี 2540 เกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง (ส่งผลให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกฯ ขณะนั้นประกาศลาออก ทำให้รัฐบาลสิ้นสมาชิกภาพ สุดท้ายประชาธิปัตย์จึงได้ขึ้นเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล"
การวิพากษ์วิจารณ์พรรคตัวเองตรงไปตรงมา ที่ผิดวิสัยคนประชาธิปัตย์เช่นนี้ ย่อมมีที่มาที่ไปที่ไม่ธรรมดา
จึงต้องถามไถ่ผู้หลักผู้ใหญ่วงใน ถึงวีรกรรมรองหัวหน้าพรรคที่ออกมาเรียกร้องออกสื่ออย่างต่อเนื่อง ก็ได้ความว่า เพราะเขาทนเห็นสภาพที่เป็นอยู่ไม่ได้ ในฐานะคนการเมืองที่อยู่กับประชาธิปัตย์มานาน และก่อนจะออกมา"ตีฆ้องร้องป่าว" อลงกรณ์ก็ได้จับเข่าปรึกษาหารือกับผู้คนไม่น้อย โดยเฉพาะคนเก่าแก่ที่อยู่กับประชาธิปัตย์มาก่อน ที่สำคัญยิ่ง ยังมี ส.ส.หนุนหลังอีกหลายสิบชีวิต
เรื่องนี้ อลงกรณ์ คงไม่ได้"นอนฝัน" แล้วตื่นขึ้นมาเสนอ แต่ได้ไตร่ตรองมองรอบด้านแล้วว่า หากไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเลย ประชาธิปัตย์คงมองไม่เห็นอนาคต
วีรกรรมของ อลงกรณ์ ครั้งนี้คงไม่มีดอกไม้จากพรรคแม้จะพูดตรงใจทั้งคนใน นอกจาก "เสียงตำหนิ" แต่เชื่อว่าสำหรับคนนอกและ"แม่ยก"ปชป. ก็คงอยากให้กุหลาบแดงเป็นกำลังใจในความกล้า
ความจริงแล้ว ทุกประเด็นที่อลงกรณ์เสนอ คือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพรรค หากผู้มีอำนาจยอม "ลดทิฐิลง"ลงเสียบ้าง หากยังดันทุรัง..ไม่ฟังเสียงแม้คนในพรรคด้วยกัน ฉะนั้นก็คงสิ้นหวัง ที่จะรับฟังเสียงสะเทือนจากคนข้างนอกที่อยากบอกอะไรผ่านไปยังประชาธิปัตย์... สุดท้ายในวันข้างหน้า อาจจะได้ยินแต่เสียงหัวเราะใส่..








