พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เล่าให้ฟังผ่านเฟสบุ๊ค ว่าได้พบปะกับนักธุรกิจจีน โดยได้พูดคุย
ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ และจีนก็ดูเหมือนเผชิญกับสถานการณ์เดียวกับไทย นั่นคือเงินทุนไหลเข้า ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น ในขณะเดียวกันเงินก็ล้นประเทศ ดังนั้นกำลังคิดอ่านหาทางออกด้วยการนำเงินที่มีอยู่จำนวนมหาศาลนี้ไปซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้แสดงความเห็นใจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลค่าเงินจากกระแสเงินร้อนที่ทะลักเข้าในภูมิภาค
จากคำบอกเล่าของอดีตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าทุกประเทศกำลังตกอยู่ในสถานะเดียวกัน และแนวคิดที่มองว่าเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาก็แทบไม่ต่างกัน กล่าวคือเมื่อมีเงินไหลเข้า ก็ต้องหาทางระบายออกและวิธีการง่ายที่สุดคือซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่ายนัก เพราะนักลงทุนทั่วโลกหรือรัฐบาลทั่วโลกก็คิดในทางเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น ธปท.ในฐานะที่ดูแลผลกระทบจากความผันผวนอันเนื่องมาจากกระแสเงินทุนนั้น ถือว่าอยู่ในฐานะที่ต้องทำงานอย่างหนักในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อันที่จริง แนวทางการแก้ปัญหาค่าเงินแข็งค่า ด้วยการระบายเงินออกไปเพื่อลงทุนในต่างประเทศ โดยให้ใช้เงินสำรองของธปท.ไปลงทุนนั้น มีการพูดถึงและเสนอกันมาก่อน แต่ธปท.ดูเหมือนว่ามีความระมัดระวังอย่างมาก เพราะหากคิดกันจริงๆ แล้ว ธปท.ก็ไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น และเราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้ใหญ่โตมากนัก อีกทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจก็มีค่อนข้างจำกัดอย่างมาก ซึ่งหากพิจารณาถึงเศรษฐกิจไทยทั้งหมด ก็เทียบไม่ได้เลยกับประเทศยักษ์ใหญ่ เราเป็นเพียงประคองตัวตามกระแสเศรษฐกิจโลกเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นเอกชนไทยแท้ๆ มีความเข้มแข็งมากขึ้น และเดินหน้าขยายกิจการในต่างประเทศในหลากหลายรูปแบบ นั่นแสดงให้เห็นว่ามีเอกชนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก หากพิจารณาจากกระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าค่อนข้างใกล้เคียงกัน เพราะมีเงินไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แม้ยังไม่เพียงพอทำให้ค่าเงินบาทเกิดความสมดุลเพราะเงินไหลเข้าค่อนข้างมากและรวดเร็ว แต่นั่นก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยคลี่คลายปัญหาเงินไหลเข้าได้
หากพิจารณากลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยเหล่านี้ ก็แทบไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษใดๆ หรือร้องขอให้ธปท.หรือรัฐบาลช่วยเหลือ เพียงแต่อำนวยความสะดวกในเรื่องของขั้นตอนตามกฎหมายเท่านั้น เพราะธุรกิจเล่านี้มีความสามารถในการแข่งขันในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น เมื่อมีปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า จึงมักเรียกร้องให้ธปท.หรือรัฐบาลช่วยดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่ทำมาหากินแข่งกับชาวบ้านได้ และเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
เราเห็นว่าการดูแลค่าเงินบาทนั้น ในสถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นเรื่องของธปท.อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ในระยะยาวน่าจะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่เข้ามามีส่วนอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถในการแข่งของธุรกิจไทย เราไม่รู้ในปัจจุบัน รัฐบาลมีหน่วยงานมากมายที่ดูแลเรื่องนี้ แต่ทำได้จริงแค่ไหน เราเห็นว่ารัฐบาลน่าจะสำรวจให้แน่ชัดว่าความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทยมีแค่ไหน ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาบอกในเรื่องขีดแข่งขัน หากเอกชนมีความสามารถแข่งขันได้ เราเชื่อว่าภาระของธปท.ก็จะลดลง โดยไม่ต้องทำงานเกินหน้าที่หลักของตัวเอง









