ตำราวิชาเศรษฐศาสตร์อาจอ้างถึงการเก็งกำไรในหัวทิวลิปสายพันธุ์ใหม่ในฮอลแลนด์เมื่อเกือบ400ปีที่ผ่านมาว่าเป็นปรากฏการณ์แรกของฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ
ในปี พ. ศ. 2180 ราคาของหัวทิวลิปพุ่งขึ้นไปสูงถึงราว 10 เท่าของรายได้ที่นายช่างชำนาญการทำได้ใน 1 ปี เมื่อฟองสบู่แตก บรรดาแมลงเม่าที่บินเข้าไปร่วมกระบวนการเก็งกำไรนั้นต่างพากันสิ้นเนื้อประดาตัว ทั้งที่มีตัวอย่างให้เรียนรู้ แต่ฟองสบู่ยังเกิดขึ้นบ่อยๆ จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ รวมทั้งปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับ “บิทคอยน์” (Bitcoin) ในปัจจุบันด้วย
“บิทคอยน์” เป็นเงินตราชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้สร้างขึ้นผ่านการใช้ระบบอินเทอร์เน็ต เงินตรานั้นไม่มีตัวตนที่จับต้องได้เช่นธนบัตร หรือเหรียญที่เราคุ้นเคย ไม่มีใครรู้ว่าผู้สร้างเป็นใครนอกจากเขาใช้นามแฝงเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ซาโตชิ นิกะโมโตะ”
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เงินตราเป็นข้อตกลงระหว่างผู้คนว่าจะใช้อะไรเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการพร้อมกับใช้เป็นมาตรฐานในการสะสมและวัดค่าของสินทรัพย์ ย้อนไปหลายพันปี บรรพบุรุษของมนุษย์เราใช้อะไรต่อมิอะไรหลายอย่างเป็นเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นวัว เมล็ดธัญพืช หรือเปลือกหอย ส่วนเหรียญที่ทำด้วยแร่ธาตุเช่นเงิน ดีบุกและทองคำและธนบัตรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ในปัจจุบันนี้ เงินตราส่วนใหญ่อยู่ในรูปของตัวเลขในบัญชีและมีรัฐบาลเป็นผู้ควบคุมการสร้างและใช้ภายในขอบเขตประเทศของตน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าบุคคลจะตกลงกันเพื่อสร้างเงินตราขึ้นมาใช้เองไม่ได้
ผู้สร้างบิทคอยน์ใส่โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าไปในระบบอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 2552 โปรแกรมนี้มีโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่เขาเชิญชวนให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์หาคำตอบ ผลตอบแทนสำหรับความพยายามในการหาคำตอบได้แก่บิทคอยน์ซึ่งต่อมามีกิจการและร้านค้ารับแลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการของตน การใช้เวลาค้นหาคำตอบสำหรับโจทย์คณิตศาสตร์ดังกล่าวเป็นเสมือนการ “ทำเหมือง” เพื่อขุดเอาเงินตราสกุลบิทคอยน์ ในขณะนี้มีผู้ทำเหมืองได้ไปแล้วราว 11 ล้านหน่วย กฎเกณฑ์ของการสร้างเงินตราที่ไม่มีรัฐบาลควบคุมนี้มีอยู่ว่า หลังจากผู้ทำเหมืองขุดบิทคอยน์ไปได้ครบ 21 ล้านหน่วย เหมืองก็จะปิดลง
ณ วันนี้ ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของบิทคอยน์อาจทำได้สองทาง นั่นคือ พยายามหาคำตอบสำหรับโจทย์คณิตศาสตร์ดังกล่าวซึ่งนับวันจะยิ่งยากขึ้น และซื้อจากผู้ที่มีบิทคอยน์อยู่ในมือแล้ว การซื้อทำได้โดยการเปิดบัญชีขึ้นในคอมพิวเตอร์โดยใส่โปรแกรมของระบบบิตคอยน์เข้าไป หลังจากนั้นก็ซื้อบิทคอยน์จากผู้ที่มีอยู่ในมือโดยการโอนเงินสกุลที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางไปให้เขา อาทิเช่น เงินสกุลดอลลาร์ ส่วนบิทคอยน์ที่ได้มาก็ใส่ไว้ในบัญชีของบริษัทที่ให้บริการเก็บบิทคอยน์ซึ่งทำหน้าที่คล้ายธนาคารที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว
ก่อนที่จะเกิดบิทคอยน์ มีความพยายามที่จะสร้างเงินตราในแนวเดียวกันมาก่อนหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับความนิยม บิทคอยน์เป็นระบบแรกที่มีผู้นิยมอย่างกว้างขวาง มันมีลักษณะของการต่อต้านรัฐบาลและระบบบริหารจัดการโลกแฝงอยู่ ฉะนั้น ผู้คนและธุรกิจส่วนหนึ่งเข้าไปใช้บิทคอยน์เพราะรู้สึกสะใจในความเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น นอกจากนั้น มันยังเริ่มกลายเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่มีเงินลงทุนจำนวนมากอีกด้วย เงินทุนเหล่านั้นอาจเคยฝากไว้ในธนาคารบ้าง ในกองทุนรวมบ้าง และซื้อทองคำ เงินตราและอสังหาริมทรัพย์บ้าง ในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมานี้จึงมีผู้สนใจซื้อขายบิทคอยน์กันอย่างกว้างขวางจนส่งผลให้ราคาของมันเพิ่มขึ้นไปจากราวหน่วยละ 5 ดอลลาร์ถึงกว่าหน่วยละ 135 ดอลลาร์ การพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นนั้นก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นในวงการต่างๆ ทั้งในภาคเอกชนและรัฐบาลว่าใครทำให้มันเกิดขึ้น เนื่องจากการถือและซื้อขายบิทคอยน์มักไม่เป็นที่ประจักษ์แก่คนนอกวงการ ฉะนั้น จึงไม่มีใครสามารถบอกได้แน่นอนว่าอะไรเกิดขึ้นและใครเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง
หากถามว่าราคาของบิทคอยน์เคยตกหรือไม่และเมื่อมันตกลงมามากๆ ผู้เป็นเจ้าของจะทำอย่างไร คำตอบคือมันเคยตกมาแล้ว อาทิเช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ตีฝ่าด่านเข้าไปในเว็บไซต์ของ “ธนาคาร” ที่ให้บริการในด้านเก็บบัญชีบิทคอยน์แห่งหนึ่งได้ ธนาคารนั้นให้คำมั่นสัญญาว่าจะหาบิทคอยน์มาคืนแก่ผู้ที่มีบิทคอยน์ฝากไว้ไม่เกิน 50 หน่วยอย่างครบถ้วน ส่วนผู้ที่มีฝากมากกว่านั้น ธนาคารจะพยายามหามาคืนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นหมายความว่าผู้ที่มีบิทคอยน์มากกว่า 50 หน่วยอาจต้องสูญส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปก็ได้ เรื่องนี้จึงไม่ต่างกับกรณีของธนาคารพาณิชย์ล่มซึ่งผู้มีเงินฝากไม่มากนักอาจจะได้เงินคืนทั้งหมดจากระบบประกันเงินฝาก หากมีมากกว่านั้น อาจต้องสูญอย่างน้อยส่วนหนึ่งซึ่งก็ไม่ต่างกับกรณีที่รัฐบาลไซปรัสกำลังจะทำกับผู้ฝากเงินรายใหญ่ๆ ไว้ในธนาคารของตน กระบวนการตัดทอนเงินฝากลงนี้มีชื่อเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า กระบวนการ “ตัดผม” (haircut)
ในขณะนี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการสร้าง ซื้อขายและการใช้บิทคอยน์มีลักษณะของทั้งฟองสบู่ทางเศรษฐกิจผสมกับแชร์ลูกโซ่ ฉะนั้น ผู้ที่มีเงินไม่เหลือมากพอที่จะสูญมันได้จึงไม่ควรเข้าไปร่วมซื้อขายและเก็งกำไรในบิทคอยน์ หรือเข้าไปใช้ด้วยความรู้สึกสะใจ ผู้ฝืนเข้าไปอาจต้องล้มละลาย หรือไม่ก็ถูก “ตัดผม” จนเกรียนแบบแทบไม่มีอะไรเหลือให้เห็น หรือไม่ก็เป็นแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ หรือไม่ก็เข้าไปติดตะแกรงสำหรับจับแมลงเม่าโดยเฉพาะ









